ประเด็นประชากรที่น่าสนใจ

เจาะใจเจนวาย ทำไมไม่อยากมีลูก?

มนสิการ กาญจนะจิตรา  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันแนวโน้มการเกิดของคนไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งคนรุ่นใหม่ดูเหมือนจะคิดเรื่องการสร้างครอบครัวน้อยลงทุกที เหตุผลที่แนวโน้มการมีลูกน้อยลงโดยมากจะพูดถึงเรื่องสภาพเศรษฐกิจ ระดับการศึกษาและการทำงานของผู้หญิง การเปลี่ยนแปลงของค่านิยม เป็นต้น ช่วงนี้มีโอกาสได้คุยกับเจนวายในประเด็นการสร้างครอบครัวเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับงานวิจัย จึงอยากจะแบ่งปันมุมมองบางประเด็นที่ได้ในเบื้องต้นที่สะท้อนมุมมองคนรุ่นใหม่ ว่าเหตุใดจึงไม่อยากมีลูก

            ไม่อยากมี...เพราะกลัวสูญเสียอิสรภาพ

เหตุผลอันดับแรกๆ ที่เจนวายกล่าวถึงเมื่อพูดถึงการมีลูกคือการสูญเสียอิสรภาพ บางคนบอกว่าตนเองเรียนหนักมาตั้งแต่เด็ก เรียนจบก็ทำงาน เร่งหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัว จนถึงบัดนี้ยังไม่เคยมีเวลาให้กับตัวเอง ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ยังไม่ได้มีเวลาได้ไปท่องเที่ยว เปิดโลกกว้าง ได้ทำงานอดิเรกที่ตนชื่นชอบ หากมีลูกก็จะไม่มีโอกาสทำสิ่งเหล่านี้

เจนวายอีกจำนวนไม่น้อยบอกว่าตนยังสนุกกับการทำงาน บางคนบอกว่าไม่เคยนึกว่างานที่ตนทำจะสนุกและท้าทายถึงเพียงนี้ และรู้สึกว่าตนเองทำงานได้ดี และอยากเห็นว่าตนเองจะสามารถก้าวหน้าไปได้ไกลแค่ไหน เพื่อให้ได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ การมีลูกจึงเป็นสิ่งที่จะมาขัดขวางความสนุกและความก้าวหน้าในการทำงาน

เรื่องกลัวสูญเสียอิสรภาพนี้ ทีแรกคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่จากงานวิจัยเมื่อปี 2557 ของสถาบันฯ พบว่าผู้หญิงกังวลเรื่องนี้มากกว่าผู้ชาย จากกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 15-24 ปีที่ไม่ต้องการมีบุตร พบว่าผู้หญิงร้อยละ 36 ให้เหตุผลเรื่องการอยากมีอิสระมากกว่าผู้ชายที่ร้อยละ 22 (พิมลพรรณ อิศรภักดี, 2557) แต่พอมาคิดดูดีๆ แล้ว ก็เข้าใจได้ว่าทำไมผู้หญิงถึงจะกังวลเรื่องสูญเสียอิสรภาพมากกว่าผู้ชาย ถึงแม้สมัยนี้ความเท่าเทียมทางเพศจะดีกว่าสมัยก่อนแล้ว แต่ภาระการเลี้ยงลูกส่วนใหญ่ก็ยังตกอยู่กับผู้หญิงอยู่ดี ผู้ชายอย่างไรก็ยังช่วยเลี้ยงลูกไม่ได้เต็มที่ ลองเปรียบเทียบง่ายๆ จากสิทธิ์การลางานเพื่อเลี้ยงดูบุตร ที่ทำงานส่วนใหญ่ผู้ชายไม่มีสิทธิ์

ลางานมาช่วยเลี้ยงลูกได้เลย บางแห่งลาได้เพียงไม่กี่วัน บางแห่งดีหน่อยก็ลาได้ 2-3 สัปดาห์ เพราะฉะนั้นการเลี้ยงดูลูกจึงตกเป็นหน้าที่ของแม่โดยปริยาย และที่สำคัญทัศนคติของสังคมโดยมากยังคงเห็นว่าการเลี้ยงลูกเป็นงานของผู้หญิง สุดท้ายแล้วผู้หญิงจึงเป็นผู้ที่ต้องเสียสละ เป็นผู้ที่ต้องปรับเปลี่ยนชีวิตของตนเองมากกว่า จึงไม่น่าแปลกใจที่การตัดสินใจจะมีลูกของผู้หญิง จึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดไตร่ตรองให้ละเอียดมากกว่าผู้ชาย

            ไม่อยากมี...เพราะการเลี้ยงเด็กสมัยนี้มันยาก

“ถ้าจะมีลูก ก็ต้องเลี้ยงให้ดี...ถ้าเลี้ยงดีไม่ได้ก็อย่ามีเสียดีกว่า” นี่คือทัศนคติที่ได้ยินจากเจนวายหลายคน ซึ่งการจะเลี้ยงลูกให้ดี ให้มีคุณภาพได้นั้น ดูเหมือนจะทั้งยากทั้งแพงกว่าการเลี้ยงลูกสมัยก่อน เจนวายมองว่าแต่ก่อนการเลี้ยงลูก ก็ปล่อยให้เด็กออกไปวิ่งเล่นตามธรรมชาติ เรียนหนังสือก็ส่งไปเรียนโรงเรียนใกล้ๆ บ้านได้ แต่จากตัวอย่างที่เจนวายได้เห็นจากคนรอบตัว แค่จะหาโรงเรียนให้ลูก บางแห่งต้องไปจองคิวกันตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้อง เรียกว่าแข่งขันกันตั้งแต่ลูกยังไม่ลืมตาดูโลก แล้วโรงเรียนสมัยนี้ก็มีหลากหลายแนวทาง จะเลือกโรงเรียนที่เน้นวิชาการหรือจะลองโรงเรียนทางเลือก จะเป็นหลักสูตรภาษาไทย สองภาษา สามภาษา หรืออินเตอร์ไปเลยดี แล้วยังค่าเล่าเรียนที่สูงลิ่วอีก โรงเรียนอนุบาลในกรุงเทพฯ สมัยนี้หลายแห่งค่าเล่าเรียนเป็นหลักหลายหมื่นต่อเทอม พ่อแม่ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวกว่าจะส่งลูกเรียนจบได้ นี่ยังไม่นับค่าสารพัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้งวิชาการทั้งพัฒนาการด้านต่างๆ ถ้าไม่ส่งลูกเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม ไม่ส่งเสริมด้านดนตรี กีฬา ศิลปะ ก็กลัวเดี๋ยวลูกจะสู้เพื่อนไม่ได้ การเลี้ยงเด็กสมัยนี้จึงได้แพงกว่าสมัยก่อนมาก

นี่เป็นเหตุผลเพียงส่วนหนึ่งว่าทำไมเจนวายบอกว่าตนไม่อยากมีลูก สาเหตุทั้งหมดนั้นยังมีอีกมากมายและจำเป็นต้องได้รับการศึกษาต่อ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดและเป็นประเด็นท้าทายสำหรับการวางแผนนโยบายคือ ปัจจุบันคนเชื่อว่าการจะเลี้ยงลูกให้ได้ดีและมีคุณภาพนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของครอบครัวเป็นสำคัญ คือ ถ้าครอบครัวมีเงิน ก็จะสามารถส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้ สามารถซื้อสังคมคุณภาพให้ลูกได้ และมีโอกาสสร้างอนาคตที่สดใสให้กับลูกได้ แต่หากกำ.ลังทรัพย์ไม่ถึง ลูกก็จะไม่สามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการส่งเสริมการสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ รัฐจะต้องสร้างสังคมที่ทำให้คนเห็นและเชื่อได้ว่า ไม่ว่าใครก็สามารถเลี้ยงลูกให้ดีได้ และเด็กที่เกิดมาในสังคมไทยมีโอกาสที่จะมีชีวิตที่มีคุณภาพได้เหมือนกันทุกคน

 

 

 

Since 25 December 2012