ประเด็นทางประชากรและสังคม

“ประชากรหลัก” โจทย์ยากบนเส้นทางยุติปัญหาเอดส์ของประเทศไทย

ดุสิตา พึ่งสำราญ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ประชากรหลัก (Key populations) หรือ กลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง (most-at-risk populations) คือ ประชากรที่มีพฤติกรรมความเสี่ยงและอัตราการติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่าประชากรอื่นๆ ได้แก่ ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย สาวประเภทสอง พนักงานบริการทางเพศ และผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด องค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานด้านเอดส์และรัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเชื่อว่า เราจะไม่สามารถยุติปัญหาเอดส์ได้เลย หากไม่มีมาตรการหรือยุทธศาสตร์ที่มุ่งป้องกันและแก้ไขสถานการณ์การติดเชื้อในกลุ่มประชากรหลักเหล่านี้

รายงานความก้าวหน้าระดับประเทศในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2557 ระบุว่า ความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มประชากรหลักยังอยู่ในระดับสูงและสูงกว่ากลุ่มประชากรทั่วไปมาก กลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด (PWID)มีอัตราการติดเชื้อฯ สูงกว่าทุกกลุ่มและยังไม่แนวโน้มที่จะลดลง (เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21.9 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 25.2 ในปี 2555) การติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา (ร้อยละ 7.1 ในปี 2555 และลดลงเหลือร้อยละ 8.0 ในปี 2553) ส่วนการติดเชื้อเอชไอวีในพนักงานบริการหญิงที่ทำงานในสถานบริการ (Venue-based FSW) มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง (อัตราการติดเชื้อฯ อยู่ที่ร้อยละ 2.7 และ 2.2 ในปี 2553 และ 2555 ตามลำดับ) ส่วนพนักงานบริการชาย อัตราการติดเชื้อลดลงจากร้อยละ 16 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 12.2 ในปี 2555 ข้อมูลจาก AIDS Epidemic Model คาดประมาณว่า การติดเชื้อรายใหม่ในประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2558-2562 จะสูงถึงร้อยละ 96 ซึ่งจะเกิดจากการรับและถ่ายทอดเชื้อฯ ด้วยวิธีการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างพนักงานบริการผู้ชายและลูกค้าผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด และคู่เพศสัมพันธ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจไม่รู้หรือรู้ว่าตนเองติดเชื้อฯ

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยทุ่มเททรัพยากรและมีการระดมความรู้จากภาครัฐ ประชาสังคมรวมทั้งความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อคิดค้นวิธีการและศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มประชากรหลักเหล่านี้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การคาดประมาณจำนวนผู้ใช้ยาด้วยวิธีฉีดจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ในระบบ เช่น ข้อมูลผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ข้อมูลผู้เสพฝิ่น/เฮโรอีน การคาดประมาณจำนวนพนักงานบริการจากฐานข้อมูลรายชื่อสถานบันเทิงทั้งหมดในจังหวัดซึ่งมีรายงานเป็นประจำทุกปี และการคาดประมาณจำนวนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายโดยการทำ mapping สถานบันเทิงหรือจุดรวมตัวของชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และการคาดประมาณจำนวนประชากรในกลุ่มประชากรหลักของประเทศไทยด้วยวิธี Network scale up ที่ดำเนินการครั้งแรก พ.ศ. 2553 ครั้งที่สอง พ.ศ. 2557 และครั้งล่าสุดในช่วงปลาย พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีวิธีการใดหรือฐานข้อมูลใด ที่สามารถให้คำตอบในเรื่องจำนวนประชากรหลักได้สมบูรณ์ ผลจากการทำงานหลากหลายวิธีการต้องนำมาเปรียบเทียบ หาวิธีการคำนวณ และขับเคลื่อนต่อเพื่อให้ได้ “ฉันทามติ” หรือผลสรุปการคาดประมาณจำนวนประชากรที่ภาคีเครือข่ายนักวิชาการทุกคนยอมรับร่วมกันเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นเอกภาพ

ประเทศไทยมีเป้าหมายอันท้าทายที่จะยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทย ภายใน พ.ศ. 2573 และจากแนวทางการทำงานภายใต้แผนปฎิบัติการเร่งรัดการยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทย (2558-2562) โดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอสด์ ระบุว่า อัตราการติดเชื้อรายใหม่จะลดลงได้ 2 ใน 3 ภายในปี 2559 (หากปฏิบัติงานได้ตามแผน) โดยยุทธศาสตร์สำคัญคือ สนับสนุนให้ประชาชนทุกคนรู้สถานการณ์ติดเชื้อเอชไอวีโดยเน้นการทำงานให้ครอบคลุมกลุ่มประชากรหลักร้อยละ 90 หากประเทศไทยสามารถดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์นี้ได้ จะสามารถป้องกันการติดเชื้อฯ รายใหม่ได้ 20,000 คน และลดการเสียชีวิตจากเอดส์ได้ 22,000 คน ภายในปี 2565 ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าปี 2565 จะเป็นจุดเปลี่ยนและจุดเริ่มต้นสู่การยุติของปัญหาเอดส์ได้อย่างแท้จริง

โจทย์ที่ท้าทายสำหรับทุกประเทศไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย คือ เราต้องจัดให้มีบริการด้านการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีให้ครอบคลุมประชากรเหล่านี้ ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าไร อีกทั้งบริบทที่หลากหลายและสลับซับซ้อนแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ นักวิจัยจึงไม่สามารถหาคำตอบต่อไปว่า อะไรคือช่องทางและวิธีการที่จะเข้าถึงกลุ่มประชากรเหล่านี้ได้ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิผลได้อย่างแท้จริง

 

 

Since 25 December 2012