ประเด็นประชากรที่น่าสนใจ

สายเกินไปหรือไม่ กับการยกเลิกนโยบาย “ลูกคนเดียว” ของจีน

มนสิการ กาญจนะจิตรา
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ประกาศยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวที่มีบังคับใช้มากว่า 30 ปี1 และอนุญาตให้คู่สมรสมีลูกได้ 2 คน การยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวถือเป็นข่าวใหญ่ เนื่องจากนโยบายนี้ได้รับการวิจารณ์อย่างหนักมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในแง่ประชากรศาสตร์ที่เล็งเห็นว่านโยบายนี้จะสร้างปัญหาทางโครงสร้างอายุประชากร หรือในแง่สิทธิมนุษยชนที่มองว่านโยบายนี้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคู่สามีภรรยา

หากมองย้อนกลับไปกว่า 30 ปีที่แล้ว ในช่วงที่รัฐบาลจีนเพิ่งริเริ่มนโยบายลูกคนเดียว ในช่วงนั้นรัฐบาลจีนมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศให้เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และมองว่าอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคือการมีประชากรที่มากเกินไป การควบคุมจำนวนประชากรจึงเป็นมาตรการที่รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นจากประชากรที่มากจนล้นประเทศได้ นโยบายลูกคนเดียวจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อควบคุมจำนวนประชากร และจากการบังคับใช้นโยบายนี้มาอย่างยาวนาน รัฐบาลจีนคาดว่าได้ป้องกันการเกิดในจีนไปแล้วถึง 400 ล้านราย

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้นโยบายดังกล่าวมากว่า 30 ปี ส่งผลให้จีนต้องประสบกับการสูงวัยของประชากรอย่างรวดเร็วดังที่นักวิชาการหลายท่านได้คาดการณ์ไว้ สัดส่วนประชากรวัยทำงานในจีนลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะที่ผ่านมา ปีที่แล้วประชากรวัยทำงานของจีนมีจำนวนลดลง 3.71 ล้านคน และมีแนวโน้มในอนาคตที่จะลดลงต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใน 35 ปีข้างหน้านี้ คาดว่าประชากรจีนสูงวัยจะมีมากถึง 440 ล้านคน (ตามการคาดประมาณขององค์การสหประชาชาติ) ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน และนั่นคือสาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้รัฐบาลจีนยอมยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว

แต่การยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวภายหลังการบังคับใช้มากว่า 30 ปี จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาทางประชากรที่จีนกำลังประสบอยู่ได้จริงหรือไม่ หรือว่าการยกเลิกตอนนี้จะสายเกินไปเสียแล้ว

ก่อนอื่นต้องท้าวความถึงช่วงก่อนที่จะเริ่มใช้นโยบายลูกคนเดียว การเกิดของจีนในสมัยนั้นมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว จาก 2511 ถึง 2522 อัตราเจริญพันธุ์ของจีนลดลงจาก 5.87 เหลือ 2.98 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อประกอบกับการบังคับใช้นโยบาย อัตราการเกิดจึงยิ่งลดลงรวดเร็วยิ่งขึ้น ดังนั้นการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่บังคับใช้นโยบายนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายโดยตรง แต่อีกส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะแนวโน้มการเกิดของจีนไปในทิศทางนั้นอยู่แล้ว การออกกฎหมายลูกคนเดียวจึงกลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้จีนต้องประสบกับปัญหาความไม่สมดุลของโครงสร้างอายุประชากรเร็วขึ้นกว่าเดิมและอาจรุนแรงขึ้นกว่าเดิมด้วยก็เป็นได้

ดังเช่นประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศ ผู้หญิงจีนในปัจจุบันมีโอกาสเข้าถึงการศึกษามากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น การมีลูกจึงกลายเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่าในอดีต ดังนั้น การที่รัฐบาลจีนยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวในยุคที่ผู้หญิงมีความเท่าเทียมในหน้าที่การงานมากขึ้น จึงอาจไม่สร้างความแตกต่างให้กับอัตราการเกิดในจีนมากเท่าไรนัก นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการยกเลิกนโยบายนี้คงไม่ส่งผลกระทบต่อการเกิดของจีนในระยะยาว เพียงเพราะรัฐบาลอนุญาตให้คู่สามีภรรยามีลูกมากขึ้นได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าคู่สมรสจะมีลูกมากขึ้นตามนโยบาย

ดังนั้น การที่จีนยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวในครั้งนี้จึงอาจไม่สร้างความแตกต่างของอัตราการมีบุตรในจีนมากนัก และคงไม่สามารถแก้ไขความไม่สมดุลทางโครงสร้างอายุประชากรได้ แต่อย่างน้อยการยกเลิกนโยบายนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ และเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลจีนเริ่มตื่นตัวกับการรับมือกับปัญหาทางประชากรครั้งสำคัญครั้งนี้ สำหรับอนาคต มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จีนจะต้องเริ่มออกนโยบายส่งเสริมการเกิด เช่นเดียวกับประเทศเกิดน้อยอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการสูงวัยของประชากรอย่างจริงจัง


1 นโยบายลูกคนเดียวของจีน มีข้อยกเว้นบ้างในบางกรณี เช่น อนุญาตให้คนในชนบทมีลูกคนที่สองได้หากคนแรกเป็นผู้หญิง หรืออนุญาตให้มีลูก สองคนได้หากทั้งสามีและภรรยาเป็นลูกคนเดียวทั้งคู่

 

Since 25 December 2012