นานาสาระประชากร

90 ปีศาสตราจารย์ อารี วัลยะเสวี: 90 ปีของการเปลี่ยนผ่านประชากร

ปราโมทย์ ประสาทกุล
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ในโอกาสวันเกิดที่ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อารี วัลยะเสวี มีอายุครบ 90 ปี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีได้จัดให้มี “งานสัปดาห์ 90 ปี อารี วัลยะเสวี ปฐมคณบดี     ปูชนียบุคคล” ระหว่างวันที่ 19-21 ตุลาคม 2558 เพื่อแสดงมุทิตาจิตและรำ.ลึกในพระคุณของท่าน

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2558 วันแรกของงาน ทางคณะผู้จัดงานได้เชิญผมให้เป็นผู้ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจสังคมไทย”1 นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผม

ในการอภิปรายวันนั้น ผมเรียกศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อารี วัลยะเสวี ว่า “ท่านอาจารย์อารีฯ”

ท่านอาจารย์อารีฯ เกิดวันที่ 20 ตุลาคม 2468 ท่านจึงเกิดในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 62 จนถึงวันนี้จึงนับได้ว่าท่านเป็น “คนสี่แผ่นดิน”

ในช่วงเวลา 90 ปี ของท่านอาจารย์อารีฯ ประชากร เศรษฐกิจ และสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โครงสร้างประชากรจากที่เคยเป็น “ประชากรเยาว์วัย” เมื่อ 90 ปีก่อนได้เปลี่ยนผ่านมาเป็น “ประชากรสูงวัย” ในวันนี้ เศรษฐกิจที่เคยอาศัยเกษตรกรรมเป็นหลักกลายเป็นเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับต้นๆ เราผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมเป็นจำนวนเงินนับล้านล้านบาท สังคมที่เคยเป็นชนบทได้กลายเป็นสังคมเมือง วิถีชีวิตของคนไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ประชากรสยามเมื่อปี 2468 ปีที่ท่านอาจารย์อารีฯ เกิด

เมื่อ 90 ปีก่อน ในปี 2468 ปีที่ท่านอาจารย์อารีฯเกิด ประชากรของสยามประเทศ3 มีอยู่เพียงประมาณ 10 ล้านคน ครึ่งหนึ่งของประชากรขณะนั้นเป็นเด็กในวัยอุ้ม (อายุต่ำกว่า 2 ปี) วัยจูง (2-3 ปี) วัยแล่น (4-10 ปี) และวัยรุ่น (11-17 ปี) ประชากรวัยเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี มีอยู่ราวร้อยละ 45 ของประชากรทั้งหมด ผู้สูงอายุซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า “คนชรา” มีอยู่น้อยมาก เพียงไม่ถึงร้อยละ 2 หรือประมาณ 2 แสนคน ประชากรสยามในปีที่ท่านอาจารย์อารีฯเกิด นับว่าเป็น “ประชากรเยาว์วัย”

การที่ยังเป็นประชากรเยาว์วัยในช่วงเวลานั้น ทำให้เราพอประมาณได้ว่า อัตราเกิดของชาวสยามยังอยู่ในระดับสูง เพราะเป็นอัตราเกิดตามธรรมชาติ วิธีการคุมกำเนิดยังไม่แพร่หลาย คนทั่วไปยังมีค่านิยมของการมีลูกมาก อัตราเกิดตามธรรมชาติจะสูงประมาณ 35 ต่อประชากร 1,000 คน จึงคาดประมาณได้ว่า มีเด็กเกิดปีเดียวกับท่านอาจารย์อารีฯ ราว 4 แสนคน แต่เด็กที่เกิดมากก็ตายตั้งแต่ยังเป็นทารกและเด็กเป็นจำนวนมากเช่นกัน อัตราตายทารก (จำนวนการตายก่อนที่จะมีอายุครบขวบต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน) ไม่น่าจะต่ำกว่า 100 หมายความว่า มีทารกตายก่อนอายุครบขวบมากถึงร้อยละ 10 ของการเกิดมีชีพ หรือ มีทารกตายในปีนั้นอย่างน้อย 40,000 ราย การที่สยามมีอัตราตายของทารกและเด็กที่สูง รวมถึงมีการตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกมาก ทำให้อายุคาดเฉลี่ยของชาวสยามในสมัยนั้นไม่สูงนัก อยู่ที่เพียง 45 ปีเท่านั้น

ปัญหาประชากรในสมัยเมื่อท่านอาจารย์อารีฯ เพิ่งเกิดและยังเป็นเด็ก อาจสะท้อนให้เห็นได้จาก พระดำรัสของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในการเปิดประชุมแพทย์หัวเมืองเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2449 ว่า

“...เมืองไทยเรามีอาณาเขตกว้างขวาง แต่มีคนน้อย ถ้าจะมีอีกสัก 5 เท่า หรือ 6 เท่าของเดี๋ยวนี้ ก็จะมีที่พอกันอยู่ ไม่อัตคัด...ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่า จำนวนพลเมืองเป็นสิ่งสำคัญแก่บ้านเมืองมาก จะทำอย่างไรให้พลเมืองของเรามีมากขึ้น แม้รัฐบาลจะเนรมิตให้คนมากขึ้นไม่ได้ก็จริงอยู่ แต่มีทางที่จะทำได้อย่างหนึ่ง คือบำรุงคนที่เกิดมาให้รอดอยู่จนเติบโตให้มาก อย่าให้ตายมากนัก...ถ้ารัฐบาลคิดอ่านป้องกันอย่างใดให้คนตายน้อยลงได้ จำนวนไพร่บ้านพลเมืองก็ย่อมจะมากขึ้นโดยรวดเร็ว”

ประชากรไทยเมื่อปี 2508 ปีที่ท่านอาจารย์อารีฯ เป็นปฐมคณบดี

เมื่อท่านอาจารย์อารีฯ เป็นคณบดีคนแรกของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่ปี 2508 ในปีนี้ประชากรของประเทศไทยมีจำนวนประมาณ 30 ล้านคน เพิ่มจากเมื่อ 40 ปีก่อน 3 เท่า ประชากรไทยยังเยาว์วัยอยู่ จำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมีอยู่ราวร้อยละ 40 ของประชากรทั้งหมด ผู้สูงอายุหรือคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมีอยู่ไม่ถึงร้อยละ 5 ของประชากรทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 1.2 ล้านคน

อายุคนไทยยืนยาวกว่าเมื่อ 40 ปีก่อนมาก คือ อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยในปี 2508 อยู่ที่ประมาณ 59 ปี อัตราตายทารกก็ได้ลดต่ำลงอย่างมากเช่นกัน คือ เหลืออยู่ราว 60 ต่อการเกิดมีชีพ 1,000 ราย

ประเด็นปัญหาประชากรได้เปลี่ยนไป ประเทศไทยที่เคยมีประชากรน้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ 5 แสนกว่าตารางกิโลเมตรที่มีอยู่ ในอดีตที่ต้องการเพิ่มจำนวนประชากรด้วยการลดอัตราตาย ปัญหาประชากรได้กลายเป็นว่าประชากรของประเทศไทยเพิ่มเร็วเกินไปเสียแล้ว อัตราตายที่ต่ำลง ในขณะที่อัตราเกิดยังสูงอยู่ ทำให้อัตราเพิ่มประชากรสูงมากถึงประมาณร้อยละ 3 ต่อปี อัตราเพิ่มประชากรสูงขนาดนี้สามารถทำให้ประชากรเพิ่มเป็นเท่าตัวภายในเวลาเพียง 23 ปีเท่านั้น

ในช่วงระหว่างปี 2506-2526 มีเด็กเกิดในประเทศไทยปีละเกินกว่า 1 ล้านคน ในปี 2508 ที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เริ่มรับนักศึกษาเป็นรุ่นแรก มีเด็กเกิด 1 ล้าน 1 แสนคน ในปี 2512 มีเด็กเกิดในประเทศไทยมากสุดเป็นประวัติการณ์ คือ 1 ล้าน 2 แสนคน  คนรุ่นที่เกิดระหว่างปี 2506-2526 นี้ เรียกว่า “ประชากรรุ่นเกิดล้าน” หรืออาจเรียกว่าเป็น “สึนามิประชากร” ซึ่งในปีนี้ (2558) คนเกิดรุ่นนี้มีอายุ 32-52 ปี นับเป็นคลื่นประชากรที่ใหญ่มากที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่วัยสูงอายุและจะเป็นผู้สูงอายุเต็มตัวในไม่ช้านี้

ในช่วงทศวรรษนั้น ตามหมู่บ้านต่างๆ จะเห็นเด็กเล็กเต็มไปหมด ท่านอาจารย์อารีฯ ลงไปศึกษาวิจัยโภชนาการของชาวบ้านที่บ้านหนองไฮ จังหวัดอุบลราชธานี จนพบสาเหตุของการเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะของชาวบ้าน ก็คงได้เห็นเด็กในหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก โภชนาการของเด็กๆ จึงเป็นปัญหาสำคัญของประชากรที่อยู่ในชนบทห่างไกลในสมัยนั้น

ในช่วงเวลานั้นมีการพูดกันมากถึงอัตราเพิ่มประชากรที่สูงมาก รัฐบาล นักพัฒนาและนักวิชาการพูดกันมากถึงเรื่องนี้ ในที่สุดคณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ประกาศนโยบายประชากร มื่อวันที่ 17 มีนาคม 2513 ให้ประเทศไทยชะลออัตราเพิ่มประชากรที่สูงมาก ด้วยการส่งเสริมให้คู่สมรสวางแผนครอบครัว จากนั้นประเทศไทยก็มีโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ ส่งเสริมการคุมกำเนิดด้วยวิธีต่างๆ ตั้งแต่ยาเม็ดคุมกำเนิด ใส่ห่วงอนามัย การทำหมันหญิง หมันชาย งานวางแผนครอบครัวของประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งจนเป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วโลก

ย้อนไปในช่วงที่ท่านอาจารย์อารีฯ เกิด รัฐบาลของประเทศสยามยังต้องการให้ประชากรเพิ่มจำนวนขึ้นโดยการลดอัตราตาย มาถึงในช่วงทศวรรษที่ 2500 ปัญหาประชากรได้เปลี่ยนไปจากการที่ประชากรมีน้อยเกินไปเพราะตายมาก เป็นประชากรเพิ่มเร็วเกินไปเพราะเกิดมาก

ประชากรไทยเมื่อปี 2558 ปีที่ท่านอาจารย์อารีฯ มีอายุครบ 90 ปี

วันเวลาผ่านไปมาถึงเมื่อท่านอาจารย์อารีฯ มีอายุ 90 ปี ในปี 2558 นี้ ประชากรที่เคยเยาว์วัยได้มีอายุสูงขึ้นจนประเทศไทยกลายเป็น “สังคมสูงวัย” ไปแล้ว ในปี 2558 นี้ ประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 68 ล้านคน เป็นคนสัญชาติไทยและไม่ใช่สัญชาติไทยแต่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฎร 65 ล้านคน และมีคนต่างชาติซึ่งส่วนมากเป็นแรงงานย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้านอีกประมาณ 3 ล้านคน

ปัจจุบันประชากรไทยไม่รวมแรงงานข้ามชาติ 65 ล้านคน มีจำนวนที่ค่อนข้างคงตัวแล้ว ไม่เพิ่มมากนัก ขณะนี้อัตราเพิ่มประชากรไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.5 ต่อปี และมีแนวโน้มว่าอัตราเพิ่มจะชะลอลงไปอีกจนถึงขั้นติดลบในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า

ประชากรที่เคยเยาว์วัยก็สูงวัยขึ้นอย่างมาก เนื่องจากในระยะเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา มีเด็กเกิดน้อยลง คนไทยรุ่นใหม่อยู่เป็นโสดกันมากขึ้น และที่แต่งงานกันแล้วก็มีลูกกันน้อยลง วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปทำให้ครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง ปัจจุบันครัวเรือนมีขนาดเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 3 คนเท่านั้น

การที่เด็กเกิดน้อยลงทำให้ฐานพีระมิดประชากรแคบลง มีเด็กคิดเป็นสัดส่วนที่ลดลงอย่างมาก เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีขณะนี้มีไม่ถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ในขณะที่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนมากถึง 10 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ของประชากรทั้งหมด ประเทศไทยในปีที่ท่านอาจารย์อารีฯ มีอายุ 90 ปี ได้กลายเป็น “สังคมสูงวัย” แล้ว และกำลังจะเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า

ตั้งแต่ปี 2468 ปีที่ท่านอาจารย์อารีฯ เกิด ถึงปี 2558 เมื่อท่านอาจารย์อารีฯ มีอายุ 90 ปี เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านทางประชากร จากประชากรที่มีโครงสร้างอายุเป็น “ประชากรเยาว์วัย” ได้กลายเป็น “ประชากรสูงวัย” การเปลี่ยนผ่านทางประชากรนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเปลี่ยนผ่านด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพอนามัย โภชนาการ ฯลฯ

หากเราจะลองวาดภาพสังคมไทยเมื่อ 90 ปีก่อนแล้วนำมาเปรียบเทียบกับภาพสังคมไทยในวันนี้ก็จะเห็นความแตกต่างอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากร เศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างชัดเจน

“บูชาจะปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง

บูชาคนที่ควรบูชา คือมงคลอันสูงสุด

ขอบูชาศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อารี วัลยะเสวี

ด้วยความเคารพนับถืออย่างสูง”


หัวข้อใหญ่คือ “โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปกับปัญหาโภชนาการที่เปลี่ยนแปลง” อภิปรายร่วมกับ ศาสตราจารย์ นพ.วิชัย เอกพลากร    “ปัญหาโภชนาการที่เปลี่ยนแปลง” และผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ “แนวทางป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)”

2  รัชกาลที่ 6 ครองราชย์ระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม 2453 ถึง 21 พฤศจิกายน 2468

ประเทศไทยเปลี่ยนชื่อจากสยาม เมื่อปี 2482

Since 25 December 2012