เวทีวิจัยประชากรและสังคม

รักลูก...ต้องปล่อยให้ลูกน้อยไปไหนมาไหนเอง จริงหรือ?

จรัมพร โห้ลำยอง
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ดิฉันได้มีโอกาสไปสระบุรีในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา และได้เห็นภาพที่ทำให้รู้สึกสุขใจ คือ ภาพพ่อแม่และลูกน้อยสองคน ซ้อนมอเตอร์ไซค์คันเดียวกัน ขี่ตะลุยฝุ่นดินคลุ้งเพื่อพาลูกไปส่งโรงเรียนที่อยู่ในอำเภอข้างเคียง ในความจริงแล้วก็ไม่ใช่ภาพที่แปลกพิสดารอะไร แต่ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกได้ถึงความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว การได้ใช้เวลาร่วมกัน และความรู้สึกว่า เด็กน้อยทั้งสองมีพ่อแม่คุ้มครองดูแล เขาคงจะเติบโตอย่างปลอดภัยและมีสวัสดิภาพที่ดี

แต่งานวิจัยจากฝั่งยุโรปกลับไม่ได้เห็นด้วยกับสมมุติฐานนี้เลย หากนักวิจัยจากประเทศอังกฤษเดินทางไปด้วยกันที่สระบุรี เขาจะบอกว่าพ่อแม่สองคนนี้ควรจะจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ที่บ้าน และปล่อยให้คุณลูก 7 ขวบและ 9 ขวบ นั่งรถสองแถว แล้ววิ่งข้ามถนนเข้าโรงเรียนเอง เพื่อจะได้ไม่ลิดรอนสิทธิเด็ก และส่งเสริมให้เด็กมีสวัสดิภาพที่ดี

งานวิจัยด้านเด็กของศูนย์ศึกษานโยบาย มหาวิทยาลัยเวสมินส์เตอร์ ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2556 พบว่า การปล่อยให้เด็กได้มีอิสระไปไหนมาไหนเอง เช่น การเดินทางไปโรงเรียนเอง การไปเที่ยวบ้านเพื่อนเอง เป็นต้น จะช่วยส่งเสริมสภาวะร่างกายเด็กให้แข็งแรงคล่องแคล่ว รู้จักการเข้าสังคม ส่งเสริมภาวะสุขภาพจิตได้ดีขึ้น และช่วยให้เด็กดูดดื่มความรู้สึกอิสรเสรีผ่านการเล่นที่มีอิสระอย่างแท้จริง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็องค์ประกอบสำคัญของสวัสดิภาพทั้งปัจจุบันและอนาคตของเด็ก  งานวิจัยนี้พบว่า พ่อแม่ชาวอังกฤษนิยมไปส่งลูกไปโรงเรียนมากขึ้นในยุคปัจจุบันเมื่อเทียบกับเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้ดูจะเป็นที่น่ากังวลสำหรับชาวอังกฤษ เพราะแย่แล้ว! ชาวเยอรมันเขาปล่อยให้ลูกไปโรงเรียนเอง นอกจากนี้งานวิจัยชิ้นอื่นๆ ของศูนย์ศึกษานโยบาย ก็ดูจะมีทิศทางเดียวกัน ดังเช่น งานศึกษาในปี พ.ศ. 2558 ที่เปรียบเทียบ 16 ประเทศ ถึงความเคร่งครัดในการให้อิสระกับลูกของพ่อแม่ พบว่า พ่อแม่ในประเทศแอฟริกาใต้ดูจะเฮี้ยบกับลูกเสียเหลือเกิน ที่ไม่ยอมให้เด็กน้อยข้ามถนนเองคนเดียว

การสนับสนุนเรื่องอิสระในการเดินทางนี้ ไม่ได้จำ.กัดเฉพาะในกลุ่มนักวิจัยอังกฤษเท่านั้น แต่ถือเป็นความเชื่อระดับนานาชาติเลยทีเดียว เพราะเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกบรรจุไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (United Nations Convention on the Right of the Child - 1989) แต่ถ้าย้อนกลับมองสภาพแวดล้อมในประเทศไทย ผู้ปกครองไทยคงเป็นกังวลอย่างมากหากจะต้องปล่อยลูกเล็กไปโรงเรียนเอง หรือข้ามถนนเอง เพราะสถิติอุบัติเหตุการจราจรของประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น (ภาพที่ 1) จะมีรถสักกี่คันที่จะหยุดนิ่งอย่างใจเย็น รอให้หนูน้อยเดินข้ามถนนไปโรงเรียนอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ สถานการณ์เด็กหายก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ซึ่งสถิติเด็กหายเพิ่มขึ้นทุกปี (ภาพที่ 2) โดยเฉพาะในปีปัจจุบัน พบว่ามีเด็กอายุ 0 -15 ปีหาย มากถึง 371 คน มูลนิธิกระจกเงารายงานว่า สถานที่ที่พบว่าเด็กหายมากที่สุดคือ พื้นที่หน้าโรงเรียน หรือสถานศึกษาของบุตรหลาน

 ความปลอดภัยบนท้องถนน ความปลอดภัยบริเวณโรงเรียนและสถานศึกษา สภาพแวดล้อมในชุมชน การวางผังเมือง และการดูแลตรวจตราของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ล้วนเป็นนโยบายที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการ สุขภาพจิต โอกาสที่จะได้เล่น และเติบโตอย่างอิสระเสรีของเด็ก การมอบสิทธิที่เด็กพึงได้คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่เท่านั้น แต่คงต้องพึ่งบารมีของผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเป็นสำคัญ

ภาพที่ 1. สถิติคดีอุบัติเหตุการจราจรทางบกในประเทศไทย พ.ศ. 2549-2556

 

ที่มา: สำ.นักงานสถิติแห่งชาติ (http://service.nso.go.th/)

ภาพที่ 2. แผนภูมิแสดงจำนวนผู้สูญหายอายุ 0-15 ปี พ.ศ. 2524- 2558

 

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ WWW.BACKTOHOME.ORG

Since 25 December 2012