ประชากรต่างแดน

มองโลก.... มองซีเรีย

อมรา สุนทรธาดา
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

สงครามกลางเมืองในซีเรียมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 ภายใต้รัฐบาลเผด็จการของประธานาธิบดี อัล อัดซาด ผู้สืบทอดอำนาจมาจากพ่อผู้เป็นเผด็จการแบบสุดขั้ว

อัล อัดซาด ใช้นโยบายปราบปรามผู้ต่อต้านรัฐบาลอย่างโหดเหี้ยมแม้แต่เยาวชนที่แสดงออกทางการเมืองเพียงการใช้สีพ่นกำแพงเขียนข้อความเห็นต่างต่อนโยบายของรัฐบาล ในที่สุดเหตุการณ์บานปลายนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชนและถูกล้อมปราบจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมทั้งการจับกุมผู้ประท้วง จากเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นชนวนการต่อต้านที่ยกระดับจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองยืดเยื้อจนทุกวันนี้

มีประชาชนเสียชีวิต ราว 250,000 คน และ 11 ล้านคนหนีตายจากเขตสมรภูมิรบในบ้านเกิดไปอยู่ในที่ปลอดภัยกว่า (ซีเรียมีประชากรประมาณ 21 ล้านคน) มีผู้ลี้ภัยราว 4 ล้านคน อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ตุรกี ซึ่งอยู่ใกล้เขตที่มีการสู้รบหนักที่สุด ที่ต้องแบกรับผู้อพยพ ราว 2 ล้านคน และประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น เลบานอน จอร์แดน และ อิรัก ผู้ลี้ภัยบางส่วนพลัดถิ่นและใช้ชีวิตอยู่ในค่าย เป็นเวลานานถึง 1 ใน 3 ของชีวิต โดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะได้กลับประเทศหรือไม่ สภาพความเป็นอยู่ไม่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นค่ายผู้ลี้ภัยในส่วนใดของโลก ที่ต้องทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัด ขาดสุขลักษณะขั้นพื้นฐาน นอกเหนือจากความปลอดภัยในชีวิตโดยเฉพาะเด็กและผู้หญิงจากภัยล่วงละเมิด

อย่างไรก็ตามผู้ลี้ภัยได้รับอนุญาตทำ.งานในภาคเกษตรกรรม เช่น ในเลบานอน แรงงานเด็กจะถูกว่าจ้างให้ทำงานในไร่ผักและผลไม้ มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ค่าแรงต่ำ แรงงานเหล่านี้ไม่มีทางเลือก เพราะอย่างน้อยก็มีรายได้พอประทังชีวิต นอกจากการรอรับเงินช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ ที่ลดน้อยลงตามกาลเวลาเพราะจำนวนผู้ลี้ภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สงครามกลางเมืองในซีเรียนั้นยากที่จะสงบ เพราะมีประเด็นทางการเมืองแทรกซ้อนมากมาย จนผู้นำต้องหาพันธมิตรร่วมสู้รบ  กลุ่มต่อต้านรัฐบาลของอัล อัดซาด มีหลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม กลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่มีการสนับสนุนอย่างลับๆ จาก กลุ่มไอซิส ชนกลุ่มเคอร์ดิช รัฐบาลต้องทำศึกหลายด้าน เนื่องจากกลุ่มต่อต้านไม่มีเอกภาพ แยกเป็นหลายกลุ่มเพื่อสู้รบกับกองกำลังของรัฐบาล หรือแม้แต่สู้รบกันเอง วิธีการเดียวของรัฐบาลคือการปราบปรามอย่างรุนแรงโดยไม่เลือกว่ากลุ่มใดเป็นการต่อสู้ทางการเมือง หรือกลุ่มอื่นๆที่เข้าข่ายผู้ก่อการร้าย ทำให้สงครามมีความรุนแรงและกระทบความมั่นคงต่อสันติภาพโลก องค์การสหประชาชาติจำเป็นต้องหาทางสงบศึกด้วยการเปิดเจรจากับประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะพบว่ามีการใช้อาวุธสารเคมีบ่อยครั้ง แต่การเจรจาไปไม่ถึง เป้าหมาย เบื้องลึกแล้วสงครามในซีเรียไม่ใช่สงครามในบ้าน

แต่มีปัจจัยโยงใยที่ลึกซึ้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ รัสเซีย อเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ โดยมีประเทศรอบบ้านของซีเรียต่างเลือกข้าง แยกกลุ่มสนับสนุนประเทศมหาอำนาจ โดยมีผลประโยชน์ทางการค้าและความมั่นคงเป็นข้อต่อรอง ซาอุดิอาระเบีย บาห์เรนคูเวต การ์ตาร์ โอมาน และสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เทใจให้อเมริกา อังกฤษ และ ฝรั่งเศส เพราะต้องการขจัดอิหร่าน ที่เป็นภัยร้ายแรงสำหรับประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง เนื่องจากมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ไม่มีใครรู้ว่ามีอำนาจการทำลายร้างขนาดไหน กลุ่มประเทศดังกล่าวปิดประตูสนิทสำหรับการรับผู้ลี้ภัยจากซีเรีย ในขณะที่ อิหร่าน อิรัก และเลบานอน ส่งอาวุธและกองกำ.ลังเข้าช่วยเหลือฝ่ายรัฐบาล โดยมีรัสเซียให้การสนันสนุน เพื่อผลประโยชน์การสร้างอุโมงค์ส่งแก็ซธรรมชาติไปขายในยุโรป

  

การลี้ภัยและความสูญเสียเนื่องจากสงครามกลางเมือง

 สันติภาพโลกยังมืดมน ตราบใดที่สงครามเลือกข้างยังไม่ลดบทบาท

 

 

 

Since 25 December 2012