กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยากับคำถามที่ว่า
ทำไมต้องวิจัยประชากร ทำไมต้องวิจัยประชากรและสังคม

อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ท่านผู้อ่านที่ได้ติดตาม “ประชากรและการพัฒนา” มาเป็นเวลานาน คงจะคุ้นกับการวิจัยประชากรและสังคมเป็นอย่างดี แต่ผู้อ่านรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงปัญหาประชากรเป็นปัญหาใหญ่ของโลกและของประเทศไทย อาจจะยังไม่คุ้นกับความเป็นมาในเรื่องนี้ได้ชัดนักว่า ทำไมต้องวิจัยประชากรและทำไมต้องวิจัยประชากรและสังคมการวิจัยประชากรมุ่งวิเคราะห์ 4 ประเด็น คือ 1) ขนาด 2) โครงสร้าง 3) การกระจายตัว 4) การเปลี่ยนแปลงประชากร การศึกษาขนาดหรือจำ.นวนประชากรในที่นี้ หมายรวมถึงการคาดประมาณประชากรในอนาคตเพื่อการวางแผนใน scenario ต่างๆ และการใช้เทคนิควีธีทางประชากรศาสตร์เพื่อประมาณจำนวนประชากรที่อาจนับหรือติดตามได้ยาก เช่น แรงงานข้ามชาติ หรือประชากรที่มีการจดทะเบียนเกินหรือขาดการปรับปรุงแก้ไขทะเบียน เช่น การนับศตวรรษิกชน เป็นต้น

สำหรับ การวิจัยในเรื่องโครงสร้าง จะเน้นหนักที่โครงสร้างทางอายุและเพศ เดิมภาระของสังคมอาจเป็นประชากรเยาว์วัย แต่ปัจจุบันโครงสร้างประชากรชี้ชัดว่าประเทศเข้าสู่สังคมสูงอายุ การวางแผนช่วยเหลือและพัฒนาสังคมจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย การศึกษาโครงสร้างของประชากร ยังรวมไปถึงโครงสร้างของประชากรในลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจด้วย เราเรียกการศึกษานี้ตามความหมายของประชากรวรรณา เพราะมีการบรรยายและเปรียบเทียบประชากรกลุ่มต่างๆ กัน โครงสร้างประชากรที่กล่าวนี้ รวมถึงโครงสร้างทางการศึกษา ศาสนา อาชีพ รายได้ ที่อยู่อาศัยในเมืองหรือชนบทในระดับต่างๆ ฯลฯ ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจสังคมนี้มีความสำคัญยิ่งในการนำ.ไปใช้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และการรักษาไว้และสร้างเสริมซึ่งทุนทางสังคมของประเทศให้ยั่งยืนตลอดไป

การวิจัยประชากรยังให้ความสำคัญกับการกระจายตัวของประชากร ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับรูปแบบการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ การปรับตัวของการอยู่อาศัย ความขัดแย้งและการผสมกลมกลืนในมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ของประชากรในพื้นที่ต่างๆ 

การวิจัยประชากรศึกษาการเปลี่ยนแปลงประชากร ซึ่งจะมากขึ้นหรือลดลงก็ด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ คือ การเกิด การตาย การย้ายถิ่น และการเปลี่ยนแปลงดินแดน รวมทั้งการเสียดินแดนที่เกิดขึ้นในอดีตด้วย สำหรับการเกิด ปัจจุบันสนใจศึกษาอุปสรรคทางสังคมและเศรษฐกิจที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีบุตรกันน้อยลง ตัวอย่างหัวข้อการวิจัยที่สำคัญได้แก่การพัฒนาบทบาทสตรีที่ทำงานนอกบ้านเพื่อให้ไม่ขัดแย้งกับบทบาทในครอบครัว สำหรับการตาย ความสนใจอยู่ที่ประเด็นการลดลงของการตายจากโรคที่ไม่ติดต่อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ประชากรมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพมากที่สุด ซึ่งนักประชากรตั้งเป้าหมายให้มีประชากรศตวรรษิกชนที่มีความสุขมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องการย้ายถิ่น นักวิจัยประชากรและสังคมไม่ได้มองการย้ายถิ่นเป็นเรื่องเชิงลบเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญทั้งการขจัดสาเหตุหรือแม้แต่สนับสนุน และการลดผลกระทบของการย้ายถิ่น เพื่อให้เกิดความสมดุลในการอยู่ดีมีสุขของประชากรทั้งผู้ย้ายถิ่น และไม่ได้ย้ายถิ่นให้มากที่สุด

ท้ายที่สุดในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงประชากรที่เกิดจากการผนวกดินแดนหรือการเสียดินแดน แม้ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงดินแดนเช่นว่านี้จะไม่เกิดขึ้นในเชิงรูปธรรม แต่ในทางนามธรรม จำนวนและความเป็นประชาคมของประเทศและภูมิภาค มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก แรงงานและชาวต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ระหว่าง 5-10% ก็เป็นประเด็นการวิจัยพหุสังคมที่สำคัญ นอกจากนี้ชาวไทยก็เข้าไปอยู่ในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะผนวกพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่ต้องศึกษาได้มากน้อยเท่าไร เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษพื้นที่ชายแดนเป็นประเด็นสำคัญตามนัยยะของหัวข้อของการเปลี่ยนแปลงประชากรเช่นเดียวกัน ประชาคมอาเซียนมีประชากรกว่า 600 ล้านคน สามารถเป็นทั้งตลาดและแรงงานให้กับประเทศไทยได้ ความหมายและแนวความคิดในเรื่องพื้นที่และจำนวนประชากร จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่เขตแดนของประเทศเท่านั้น ภูมิภาคศึกษาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงเป็นเรื่องของประชากรเช่นเดียวกัน

การวิจัยประชากรควบคู่และเป็นเนื้อเดียวกันกับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ด้านต่างๆ โดยที่ประชากรเกี่ยวพันกับสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมดังกล่าวมาแล้ว ความเชื่อมโยงไปกับสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้การวิจัยประชากรและสังคมเป็นลักษณะสหสาขาวิชา การนำผลวิจัยไปใช้จึงเป็นไปเพื่อความสมดุลของประชากรไทยในทุกๆ ด้าน มิใช่ด้านใดด้านเดียว โดยเป้าหมายสุดท้ายคือ ความอยู่ดีมีสุขของประชากรในระยะยาว คือความ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-64) นั่นเอง

ในฐานะประธานกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา ผู้เขียนจึงขอเชื่อมโยงและตั้งประเด็นความท้าทายและความสอดคล้องของการวิจัยทางสังคมศาสตร์ในประเทศไทย โดยยกงานวิจัยซึ่งดำเนินการโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลมาเป็นตัวอย่างมาแล้ว

ความท้าทายและความสอดคล้องดังกล่าว จะเห็นได้จากงานวิจัยในสาขาสังคมวิทยาของสภาวิจัยแห่งชาติซึ่งขณะนี้ได้รวมสาขาย่อยกว่า 12 สาขาไว้ด้วยกัน ได้แก่ สังคมวิทยา ประชากรศาสตร์ มานุษยวิทยา จิตวิทยาสังคม ปัญหาสังคมและสังคมสงเคราะห์ อาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม มานุษยนิเวศวิทยาและนิเวศวิทยาสังคม พัฒนาสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิศาสตร์สังคม การศึกษาความเสมอภาคระหว่างเพศ คติชนวิทยา และอื่นๆ
นอกจากนั้น สภาวิจัยแห่งชาติยังเน้นการบูรณาการสาขาวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน การบูรณาการดังกล่าวทำให้กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา สนับสนุนการดำเนินงานวิจัยเชิงนโยบายในประเด็นมุ่งเป้าต่างๆ ดังนี้คือ การแก้ปัญหาและการเสริมสร้างคุณค่าผู้สูงอายุ ครอบครัว ปัญหาเด็กและวัยรุ่น ปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ปัญหาการเลี้ยงดูบุตร ปัญหาการลดลงของอัตราเกิด ประเด็นทางประชากรและสังคมของประชาคมอาเซียน การพัฒนาที่ยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำ.ในสังคม การวิจัยและพัฒนาเพื่อนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาแบบ inclusive growth และ green growth การวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง การป้องกันและแก้ไขผลกระทบทางลบที่มีต่อเด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาส ปัญหาแรงงานต่างด้าว การย้ายถิ่น สังคมเมือง สังคมพหุวัฒนธรรม ปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงในสังคม ประเด็นมุ่งเป้าทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญยิ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ด้วย เช่นกัน

ทั้งหมดนี้ เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงบทบาทและความท้าทายของ “การวิจัยประชากรและสังคม” ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนดังที่ท่านผู้อ่าน “ประชากรและการพัฒนา” และคนไทยทุกคนต้องการ

 

 ศ.ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์

ประธานกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา

 

Since 25 December 2012