เวทีวิจัยประชากรและสังคม

ตัวเลขการฆ่าตัวตายบอกอะไร...

สุภาณี ปลื้มเจริญ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

          การฆ่าตัวตายเป็นหนึ่งในสาเหตุการตายที่สำคัญ องค์การอนามัยโลกจึงได้ออกประกาศให้วันที่ 10 กันยายน ของทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) โดยเริ่มประกาศครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2546

          ตัวเลขสถิติของการฆ่าตัวตายในประเทศไทย ได้ถูกรวบรวมไว้โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มาเป็นเวลาสองทศวรรษแล้ว ลองมาดูกันว่าตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรได้บ้าง…

อัตราการฆ่าตัวตายของประเทศไทยแยกตามเพศ พ.ศ. 2540-2560 

 

ที่มา: กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข https://www.dmh.go.th/report/suicide/

 

          จากพ.ศ. 2540-2560

          วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ส่งผลให้ประชาชนชาวไทยทุกหย่อมหญ้าได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจนี้ ความระทมทุกข์จากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในครั้งนั้น ยังคงไม่อาจจางหายไปได้หมดในปัจจุบัน โดยเฉพาะครอบครัวผู้สูญเสียบุคคลที่รักจากการฆ่าตัวตายในช่วงนั้น ซึ่งประเทศไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในรอบ 20 ปี คือมีอัตราการฆ่าตัวตายเท่ากับ 8.59 ในพ.ศ. 2542 หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง อัตราการฆ่าตัวตายเริ่มลดลงตามลำดับ จนกระทั่งลดลงต่ำสุดเท่ากับ 5.77 ในพ.ศ. 2549 แต่หลังจากลดลงต่ำสุดได้เพียงหนึ่งปี ก็กลับไปเริ่มไต่ระดับสูงขึ้นอีก จนเป็น 6.47 ในพ.ศ. 2558 และ 6.35 ในพ.ศ. 2559

          จากพ.ศ. 2540 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งจนถึงขณะนี้นับเป็นเวลาสองทศวรรษแล้ว หวังว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้คงไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง อัตราการฆ่าตัวตายของประเทศไทยจะได้ไม่กลับไปสูงขึ้นซ้ำรอยเดิม

          ชายหรือหญิงมากกว่ากัน

          เรื่องนี้เดากันคงไม่ยากว่าเพศชายมีการฆ่าตัวตายมากกว่าเพศหญิง โดยมีความแตกต่างอย่างชัดเจน คือเพศชายมีอัตราการฆ่าตัวตายตั้งแต่น้อยที่สุดคือ 9.24 เมื่อพ.ศ. 2549 ไปจนถึงมากที่สุดคือ 13.32 ในพ.ศ. 2542 ในขณะที่เพศหญิงมีอัตราการฆ่าตัวตายน้อยที่สุดเท่ากับ 2.48 ในพ.ศ. 2558 และมากที่สุดคือ 3.91 ในพ.ศ. 2542

          วัยไหนมากกว่ากัน

          ช่วงอายุที่มีการฆ่าตัวตายสูงคืออายุระหว่าง 20–39 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญคือเป็นวัยแรงงาน เป็นกำลังหลักของครอบครัว และประเทศชาติ แม้ว่าการฆ่าตัวตายในกลุ่มนี้มีจำนวนมากกว่ากลุ่มอื่น แต่สัญญาณที่ดีอย่างหนึ่งคือการฆ่าตัวตายในกลุ่มนี้ มีแนวโน้มที่ลดลงตามลำดับ จากตัวเลขระดับหลักพันมาสู่หลักร้อย

          อีกกลุ่มวัยหนึ่ง คือกลุ่มของผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) พบว่ามีแนวโน้มการฆ่าตัวตายที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี โดยกลุ่มผู้สูงอายุในทุกกล่มอายุ ล้วนมีตัวเลขของการฆ่าตัวตายมากขึ้นจากอดีต เช่น ในกลุ่มผู้สูงอายุอายุ 80 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่ยากจะคาดคิดได้ว่าเพราะเหตุใดผู้สูงอายุที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนสู่บั้นปลายของชีวิต จึงคิดสั้นจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย... แม้ตัวเลขพบว่ามีการฆ่าตัวตายมีจำนวนไม่มาก แตะเพียงเลขหลักสิบมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา จนมาทะลุหลักร้อยเพียงปีเดียวคือในพ.ศ. 2558 (124 ราย) แต่ตัวเลขของการฆ่าตัวตายก็เป็นไปในทิศทางที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลและเป็นประเด็นสังคมประเด็นหนึ่งที่ควรให้ความสนใจ

          จังหวัดไหน/ภาคไหน ครองแชมป์ 10 อันดับแรก

          ตั้งแต่พ.ศ. 2542-2559 จังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดติดอันดับหนึ่งในสิบมาอย่างต่อเนื่องคือจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ โดยจังหวัดเชียงใหม่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในช่วงพ.ศ. 2542-2544 จากนั้นเป็นต้นมาตั้งแต่พ.ศ. 2545-2559 จังหวัดลำพูนติดอันดับสูงสุดมาโดยตลอด ยกเว้นในพ.ศ. 2552, 2555 และ 2559 เท่านั้น ที่ถูกทำลายสถิติโดยจังหวัดเชียงราย น่าน และจันทบุรี

          ตัวเลขนี้ชี้ชวนให้เกิดความสนใจอีกเช่นกันว่า เพราะเหตุใดภูมิภาคทางภาคเหนือที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม อากาศเย็นสบาย ผู้คนมีชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลา ฯลฯ แต่กลับมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าจังหวัดในภูมิภาคอื่นๆ

          ตัวเลขอย่างไรก็เป็นตัวเลข...ที่ช่วยชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น ด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถตอบคำถามไปถึงสาเหตุ รวมทั้งระดับความรุนแรงของปัญหาได้ แต่คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ แม้จะเป็นคำถามที่ตอบยากเพียงใดก็ตาม

********************************

หมายเหตุ : อัตราการฆ่าตัวตายหมายถึง จำนวนคนที่ฆ่าตัวตายต่อประชากร 100,000 คน

Since 25 December 2012