ประเด็นทางประชากรและสังคม

พฤติกรรมหน้าจอ...กับคุณภาพของเด็กไทย

กรกนก พงษ์ประดิษฐ์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  
และ ปิยวัฒน์ เกตุวงศา This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

สังคมไทยกำลังเผชิญกับภาวะเด็กเกิดน้อย รัฐบาลพยายามหาแนวทางต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีลูกมากขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานและชะลอความเร็วในการเป็นสังคมสูงอายุ อย่างไรก็ดีจากประสบการณ์ที่เราเรียนรู้จากประเทศต่างๆ พบว่า การส่งเสริมการมีบุตรและการเพิ่มจำนวนประชากรไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ดังนั้น ในช่วงหลังแนวคิดเรื่องการเพิ่มคุณภาพของประชากรวัยเด็กจึงถูกพูดถึงมากขึ้นแทนที่จะเป็นการมองไปที่เรื่องการเพิ่มจำนวนแต่เพียงอย่างเดียว

แล้วพฤติกรรมหน้าจอ...เกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องคุณภาพประชากร

เพราะดูเหมือนว่า ปัจจุบันนี้พฤติกรรมหน้าจอเป็นสิ่งที่เคยชิน คุ้นตาที่ใครๆ ก็ทำกันเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน ห้องประชุม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ป้ายรอรถเมล์ สถานีรถไฟฟ้า หรือสวนสาธารณะ ผู้คนต่างใช้เวลาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตตลอดเวลา เรียกได้ว่าอยู่ติดกับหน้าจอตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเข้านอนกันเลยก็ว่าได้

จะว่าไปแล้วการมีพฤติกรรมหน้าจอไม่ว่าจะใช้เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อการทำ.งานและการเรียนรู้ หากลองสังเกตจากตัวเราเองเวลาที่มีพฤติกรรมหน้าจอ จะพบว่า ในระหว่างที่เรามีพฤติกรรมดังกล่าว ร่างกายจะมีการเคลื่อนไหวไปมาน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมประเภทที่นั่งนิ่งๆ หรือนอนอยู่กับที่ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (Sedentary Behavior) ซึ่งเจ้าพฤติกรรมที่ว่านี้ หากมีมากเกินความจำเป็น(คำแนะนำ คือ ติดต่อกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง/ครั้ง และสะสมรวมกันไม่เกิน 12 ชั่วโมง/วัน) นอกจากจะส่งผลต่ออัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายที่น้อยลงกว่าปกติแล้ว ยังมีหลักฐานทางการวิจัยที่ยืนยันว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็น 1 ใน 4 สาเหตุหลักที่นำไปสู่การตายจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประชากรโลกอีกด้วย1

สำหรับเด็ก พฤติกรรมหน้าจอแค่ไหนถึงจะเหมาะสม

สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา2 ได้กำหนดคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้หน้าจอที่เหมาะสมสำหรับเด็กช่วงวัยต่างๆ ไว้ดังนี้

 

เด็กไทยในปัจจุบันมีพฤติกรรมหน้าจอ มากน้อยเพียงใด

ข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมหน้าจอของเด็กไทยล่าสุดในปี 25593 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า เด็กอายุระหว่าง 6-17 ปี ส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยการใช้หน้าจอเพื่อความบันเทิง นานถึง 3 ชั่วโมงต่อวัน ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ จำนวนชั่วโมงที่เด็กใช้หน้าจอต่อครั้งสูงที่สุดถึง 7 ชั่วโมงติดต่อกัน ขณะที่ช่วงเวลาที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นช่วง 17.00–21.00 น. ข้อมูลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า เด็กไทยมีจำนวนชั่วโมงพฤติกรรมหน้าจอเกินกว่าคำแนะนำมากถึง 1 ชั่วโมง/วัน ในทางกลับกัน เด็กไทยก็มีกิจกรรมทางกายอยู่ที่วันละ 42 นาทีเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าคำแนะนำ 18 นาทีต่อวัน

 

ภาพ: ร้อยละการมีพฤติกรรมหน้าจอของเด็กไทย จำแนกรายชั่วโมง

ข้อค้นพบดังกล่าว คล้ายเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ปกครองหันมาตระหนักและให้ความเอาใจใส่ถึงความสำ.คัญในเรื่องนี้ เพราะการที่ผู้ปกครองหยิบยื่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้บุตรหลาน เพียงเพื่อหวังให้พวกเขาอยู่นิ่งๆ ไม่ดื้อไม่ซน ให้อุปกรณ์เหล่านี้เลี้ยงบุตรหลานแทนตน หรือปล่อยให้ใช้โดยปราศจากการควบคุมและกติกา รวมถึงความเชื่อที่ไม่ถูกต้องว่าการที่บุตรหลานสามารถเล่นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตได้ด้วยตนเองเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ความคิดความเชื่อเช่นนี้อาจเปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ที่ทำร้ายบุตรหลานของตนโดยไม่รู้ตัว

ที่มา:

World Health Organization, 2017. Global Strategy on Diet, Physical Activity and Health. [online] Available http://www.who.int/dietphysicalactivity/pa/en/

American Academy of Pediatrics. 2016. American Academy of Pediatrics Announces New Recommendations for Children’s Media Use. [online] Available https://www.aap.org/en-us/about-the-aap/aap-press-room/pages/american-academy-of-pediatrics-announces-new-recommendations-for-childrens-media-use.aspx

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. 2559. รายงานผลการวิจัยโครงการติดตามเฝ้าระวังพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายของประชากรไทย พ.ศ. 2559. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม.

Since 25 December 2012