นานาสาระประชากร

แก่...ก็ดีเหมือนกันนะ

ปราโมทย์ ประสาทกุล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

พฤหัสบดี 29 ธันวาคม 2559

          เหลืออีกไม่ถึง 3 วันก็จะขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2560 แล้ว ผมขอรําพันด้วยข้อความเดิมๆ ว่า “เวลาช่างผ่านไปเร็วจัง เผลอ แพล้บเดียว หมดไปอีกปีหนึ่งแล้ว” คิดถึงชีวิตที่ผ่านไป เหมือนกับว่าเราเป็นเด็กมาเมื่อไม่นานมานี้เอง ผ่านชีวิตวัยรุ่น วัยหนุ่ม จนมาถึงวันนี้ผมเป็นผู้สูงอายุเต็มตัว ถ้าผมจะพยายามหายใจเข้าออกไว้ต่อไปอีกเพียง 31 ปี ก็จะได้ชื่อว่าเป็น “ศตวรรษิกชน” กับเขาบ้าง แต่เท่าที่มีอายุยืนอยู่ได้ถึงขนาดนี้โดยมีสุขภาพพอใช้ได้ ไม่มีโรคประจําตัว หูตายังดี สมองยังเสื่อมไม่มาก เพียงมีอาการหลงลืมไปบ้างเล็กน้อย ยังเดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า ยังขับรถได้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน สภาพอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็นับว่าผมมีบุญมากแล้ว

          ในปีที่กำลังจะล่วงไปนี้ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ (พม.) ได้ให้เกียรติผมอย่างมาก ด้วยการสนับสนุนให้ผมเขียนหนังสือเกี่ยวกับการสูงวัยของประชากรในประเทศไทย ผมให้ชื่อหนังสือที่ผมเขียนให้กระทรวง พม. เล่มนี้ว่า “แก่...ก็ดีเหมือนกันนะ”

          ชื่อหนังสือน่าจะสะดุดใจคนหลายคน มีบางคนพอเห็นชื่อหนังสือก็ถามทันทีว่า “แก่แล้วมันจะดีตรงไหน” มีพี่คนหนึ่งให้ความเห็นตั้งแต่แรกเมื่อเห็นชื่อและยังไม่ได้อ่านเนื้อใน “แก่แล้วไม่เห็นจะมีอะไรดี ผิวหนังก็เหี่ยวย่น อะไรๆ ก็หย่อนยาน เว้นแต่หูเท่านั้นที่ตึง ผมก็หงอก บางคนผมร่วง ตาก็ฝ้าฟาง ฟันก็หัก เหงือกก็ร่น ปวดข้อปวดกระดูก จะลุกจะนั่งก็ปวดหลัง ปวดเอว เดินเหินก็ไม่คล่องแคล่ว แก่แล้ว...ไม่เห็นจะดีอะไรสักอย่าง”

          ที่จริงก็เป็นอย่างที่พี่เขาว่า คนเราเมื่ออายุมากขึ้น สังขารก็เสื่อมโทรมลง แต่ผมก็แก้ตัวว่า ถ้าเรามองคนแก่ในทางบวก เราก็จะเห็นว่าที่จริง “แก่...ก็ดีเหมือนกันนะ”

          มีคนทักว่าทำไมผมใช้คำว่า “แก่” ในเมื่อคำนี้เป็นคำที่แสลงใจคนที่มีอายุมากบางคน แล้วก็มีคำอื่นอีกหลายคำ ทำไมไม่ใช้ เฒ่า ชรา สูงวัย สูงอายุ เราไม่ใช้คำว่าคนแก่กันแล้ว เราใช้คำว่าผู้สูงอายุ หรือผู้สูงวัย ผมก็อธิบายว่า ผมใช้คำว่าแก่ เฉพาะตรงชื่อของหนังสือ เนื้อหาในเล่มผมไม่ใช้คำว่าแก่หรือคนแก่เลยสาบานได้

          ในพจนานุกรม คำว่า “แก่” หมายถึง “มีอายุมาก” เช่น เด็กคนนี้แก่กว่าเด็กคนนั้น เด็กคนโน้นแก่ที่สุด “แก่” อาจจะหมายความว่า “อยู่ในวัยชรา” เช่น คนแก่ ชายแก่ คำว่า “แก่” มีความหมายเหมือนกับคำว่า “เฒ่า” และมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ชรา” ซึ่งหมายความว่าแก่ด้วยอายุ

          คำว่า “แก่” อาจแตกต่างจากคำอื่นเล็กน้อยตรงที่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สูงอายุเสมอไป เด็กๆ ก็แก่ได้อย่างเมื่อตอนผมยังเป็นเด็ก เพื่อนบางคนก็แก่ ทั้งหน้าตาและอายุ เพื่อนๆ ตั้งฉายาให้คนที่หน้าตาดูแก่ว่า “ไอ้แก่” เดี๋ยวนี้เราก็ยังพูดกันว่าเพื่อนบาง คนหน้าแก่มาตั้งแต่เด็ก แล้วก็แก่คงที่มาจนเป็นผู้สูงอายุหรือคนแก่จริงๆ ในปัจจุบัน

          โกรธนะ ถ้าเด็กมาเห็นว่าเราแก่

          ในสังคมไทย เรานิยมเรียกคนอื่นแบบนับญาติ เช่น พี่ น้า ลุง ป้า ตา ยาย รูปร่างหน้าตาของคนอื่นมีผลไปถึงสรรพนามที่เราใช้เรียกคนนั้นด้วย เช่นคนที่ดูว่าจะมีอายุมากกว่าเรา เราก็เรียกว่าพี่ คนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อแม่ของเรา ถ้าเป็นผู้หญิงก็เรียกว่า น้า หรือ ป้า ถ้าเป็นผู้ชายก็เรียก อา หรือ ลุง การใช้สรรพนามที่ไม่เหมาะสมอาจทําร้ายจิตใจของคนบางคนได้ดังกรณีตัวอย่างที่จะยกมาเล่าให้ฟัง

          เพื่อนหญิงคนหนึ่งเล่าว่ากำลังจ่ายตลาดเลือกซื้อผักปลาเพื่อมาทำครัว แม่ค้าวัยสาวเรียกเธอว่า “ยาย” เท่านั้นแหละ เธอโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เธอสะบัดหน้าเดินหนีจากร้านนั้นทันทีหมดอารมณ์ที่จะจ่ายตลาดต่อไป เพื่อนหญิงอีกคนหนึ่งเล่าว่า เธอขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ผู้โดยสารค่อนข้างแน่น ไม่มีที่นั่งเหลืออีกแล้ว ขณะที่เธอยืนอยู่นั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งลุกขึ้นสละที่นั่งให้ แล้วเชิญชวน “คุณยายนั่งสิครับ” คำว่ายายแทงใจเธอเช่นเดียวกับกรณีแรก เธอโกรธมาก เบือนหน้าหนีทําเป็นไม่ได้ยิน เธอเล่าว่า “ฉันเกือบจะสวนกลับไปว่า ฉันไม่ใช่ญาติคุณ อย่ามาเรียกฉันว่ายาย...”

แต่แก่..ก็ดีนะ

          ตั้งแต่ผมมีอายุเข้าเกณฑ์ชราภาพมานี้ผมว่าแก่ก็ดีเหมือนกันนะ ยิ่งเมื่อผมทำท่ากระฉับกระเฉง ลุกนั่งยืนเดินได้แคล่วคล่อง ผมก็มักได้ฟังคำชมจากคนหนุ่มคนสาวในทำนองว่า “อายุมากแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงเหมือนคนหนุ่ม” คำชมอย่างนี้ได้ฟังเมื่อไรก็ชื่นใจเมื่อนั้น แล้วผมก็มีกำลังใจที่จะ “แก่” ยิ่งขึ้นต่อไป

          เมื่อเราเป็นผู้สูงอายุ เด็กๆ จะมองเราเป็นผู้อาวุโส เป็นผู้มีประสบการณ์ชีวิตมายาวนานกว่าเขา ผมรู้สึกว่าได้รับเกียรติจากคนที่อายุน้อยกว่าอยู่เสมอ บางครั้ง ยืนต่อแถวตักอาหาร เด็กๆ ก็เสนอให้ผมตัดหน้าลัดคิวพวกเขาไปก่อน ซึ่งผมก็มักจะกล่าวขอบคุณเป็นมารยาทแล้วก็ขอเข้าคิวรอไปตามลำดับ เพื่อแสดงว่าตัวเองยังแข็งแรง ยืนรอได้เหมือนคนหนุ่มสาว การได้รับความเคารพนับถือในฐานะผู้อาวุโสเช่นนี้ผมรู้สึกภูมิใจ และบ่อยครั้งก็แอบกระหยิ่มว่า “เออ...แก่ ก็ดีเหมือนกันนะ”

          คนไทยโชคดีเมื่ออายุถึง 60 ปี ก็จะได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 11 กำหนด ให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่างๆ ถึงสิบกว่าด้าน เป็นต้นว่าได้รับบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่สะดวกและรวดเร็ว การช่วยเหลือด้านค่าโดยสารยานพาหนะ การยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ การจัดที่พักอาศัย อาหาร และเครื่องนุ่งห่มให้ตามความจำเป็น การสงเคราะห์เบี้ยยังชีพ กฎหมายฉบับนี้ก็เป็นเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผมคิดว่า เป็นคนไทยนี่แก่แล้ว..ก็ดีนะ

          ผมเองเคยใช้สิทธิพิเศษของผู้สูงอายุหลายอย่าง เมื่อ 5-6 ปีก่อน เมื่อเมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม พวกเราผู้สูงอายุ 5 คนขับรถตามกระแสไปเที่ยวปายในฤดูหนาว ขากลับเราแวะที่อุทยานแห่งชาติโป่งน้ำร้อนท่าปาย เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ที่ประตูทางเข้ามองหน้าพวกเราแล้วบอกว่าผู้สูงอายุไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติ พวกเรารีบแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าทุกคนในรถมีอายุเกิน 60 ปีแล้ว พร้อมที่จะแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเป็นหลักฐาน การได้รับสิทธิพิเศษครั้งนั้นทำให้พวกเราตื่นเต้นกันมาก แต่พอคุยไปคุยมาเราก็ต้องสลดใจนิดๆ ว่า “พวกเราหน้าแก่ขนาดนั้นเชียวหรือ เจ้าหน้าที่จึงดูออกว่าพวกเราเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่เห็นหน้ากันครั้งแรก” เรื่องอย่างนี้เพื่อนผู้หญิงหลายคนยากจะทนได้

          ผมเคยใช้สิทธิได้รับยกเว้นค่าเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติด้วย พาเพื่อนชาวต่างประเทศเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่วังหน้าถนนพระอาทิตย์ ชาวต่างประเทศต้องเสียค่าเข้าชม ผู้สูงอายุไทยอย่างผมได้รับการยกเว้น (แต่ผมก็จ่ายค่าเข้าชมให้เพื่อนชาวต่างประเทศอยู่ดี) มี “พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย” บนถนนวิภาวดีรังสิต ของคุณบุญชัย เบญจรงคกุล อีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นของเอกชนไม่เก็บค่าเข้าชม อัตราค่าเข้าชมของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผู้ใหญ่ 250 บาท นักเรียน นักศึกษา 100 บาท อาคารสถานที่ใหญ่โตโอ่โถงเรียบร้อยสวยงาม เขาจัดแสดงผลงานภาพเขียนและปฏิมากรรมของศิลปินมีชื่อหลายท่านไว้เป็น สัดส่วนอย่างมีศิลป์ ผมเข้าชมพิพิธภัณฑ์งานศิลป์แห่งนี้มาแล้ว 2 ครั้ง และทุกครั้งผมก็คิดอยู่ในใจว่า “แก่...ก็ดีเหมือนกันนะ ได้เข้าชมสถานที่อันงดงามแห่งนี้ฟรี”

          “เป็นคนแก่ก็ดีนะ ขึ้นรถเมล์ก็ได้ลดค่าโดยสารครึ่งราคา” เมื่อช่วงวิกฤติการณ์มหาอุทกภัย ปี 2554 ผมได้ใช้บริการรถ ประจำทางของ ขสมก. สาย 214 สะพานพระปิ่นเกล้า-ศาลายา หลายครั้ง ได้ข้อมูลว่าผู้สูงอายุได้รับการลดค่าโดยสาร ครึ่งราคา จาก 4 บาทเหลือเพียง 2 บาท พนักงานบริการประจำรถหรือที่เรียกว่า “กระเป๋ารถ” บอกว่าถ้า “โชว์บัตร” ก็ลดราคาให้แล้ว ผมถามว่า “บัตรอะไร ต้องทำบัตรอะไรด้วยหรือ” เธออธิบายอย่างเต็มใจว่า “บัตรประจำตัวประชาชนสิคะ หยิบบัตรประชาชนให้ดูก็รู้แล้วว่าเป็นผู้สูงอายุไม่ต้องดูวันเดือนปีเกิดด้วยซ้ำ” ไม่เฉพาะรถประจำทางธรรมดานะครับที่โชว์บัตรแล้วลดครึ่งราคา รถประจำทางปรับอากาศก็ลดครึ่งราคาให้ผู้สูงอายุด้วย ผมใช้บริการรถประจำทางปรับอากาศสาย 515 (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ศาลายา) หลายครั้ง จากหน้ามหาวิทยาลัยมหิดลถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ อัตราค่าโดยสาร 23 บาท แต่ถ้า “โชว์บัตร” ก็จะลดราคาลงเหลือเพียง 12 บาท ผมเคยแสดงบัตรประชาชนเพื่อขอลดราคาอยู่ครั้งเดียว ไม่อยากใช้สิทธิพิเศษนี้เพราะไม่อยากจะไปลดรายได้ของเขา อีกอย่างหนึ่ง เราก็ยังรู้สึกว่ายังไม่เป็นคนแก่ที่ขัดสนจนต้องขอลดราคาค่าโดยสารรถประจำทางเพียงไม่กี่บาท

          รถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ทีก็ให้สิทธิลดราคาค่าโดยสารให้ผู้สูงอายุด้วย ผมใช้บริการรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและ ลอยฟ้ามาแล้ว สำหรับรถใต้ดิน เราแจ้งพนักงานขายชิพว่าเป็นผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องแสดงบัตรประชาชน เขาเชื่อว่าเราไม่หลอกเขา (โดยดูจากหน้า) เขาจะลดครึ่งราคาให้เราทันที ส่วนรถไฟฟ้าบีทีเอสนั้น เราจะต้องจ่ายค่าโดยสารล่วงหน้าเป็นเงินก้อนโดยเขาจะออก “บัตรกระต่ายอาวุโส” ให้เรา บัตรนี้ใช้สำหรับบันทึกการเติมเงินและค่าโดยสารที่เราใช้ไป เป็นบัตรสีชมพูมีรูปกระต่ายมีหนวด ถือร่ม ผมว่าระบบการใช้บัตรกระต่ายอาวุโสนี้คล่องตัวดี เมื่อเข้าออกสถานี ก็เอาบัตรไปแตะที่ช่องทางเข้าออก เราก็ไม่ต้องเสียเวลาไปแลกเหรียญ ไม่ต้องเอาเหรียญไปแลกบัตรตามอัตราค่าโดยสารที่เขากำหนดไว้

          ผมเป็นผู้สูงอายุวัยต้นอายุยังไม่ถึง 70 ปีที่ยังอยู่ในสภาพที่เดินทางไปไหนมาไหนได้ ผมเคยเดินทางจากศาลายาไปสนามบินสุวรรณภูมิโดยใช้บริการรถโดยสารสาธารณะทั้งหมด ผมออกจากที่ทำงาน เดินไปขึ้นรถโดยสารปรับอากาศ สาย 515 ที่ป้ายรถประจำทางหน้ามหาวิทยาลัย จ่ายไป 23 บาท ไปลงรถเมล์สุดทางป้ายสุดท้ายที่หน้าโรงพยาบาลราชวิถี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เดินขึ้นสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสใช้บัตรกระต่ายอาวุโสแปะเพื่อเปิดทางเข้าสู่ชานชาลา ขึ้นรถไฟฟ้าสายแบริ่งไปอีกสถานีเดียวลงที่พญาไท ไม่แน่ใจว่าบีทีเอสหักเงินค่าโดยสารสถานีเดียวนี้ไปเท่าไร แต่ราคาเต็มดูเหมือนจะ 15 บาท จากนั้น ผมไปต่อรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์ ซึ่งออกจากสถานีพญาไททุกครึ่งชั่วโมง ค่าโดยสาร 45 บาท รถไฟใช้เวลาวิ่งจากต้นทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิเพียง 30 นาที

          ผมคิดว่าการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสะดวกพอสมควรสำหรับผู้สูงอายุที่ยังมีสุขภาพดีและมีทัศนคติไม่รังเกียจการผจญภัย (เล็กน้อย) ที่จริงอุปสรรคในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะของผู้สูงอายุก็มีอยู่มากพอสมควร การเดินทางจากจุดเริ่มต้น เช่น ที่บ้านไปยังป้ายรถประจำทาง หรือสถานีรถไฟฟ้า รถใต้ดินใช่ว่าจะสะดวกง่ายดาย การเข้าไปยังชานชาลารถไฟฟ้าซึ่งจะยกระดับให้อยู่สูงขึ้นไปก็เป็นอุปสรรคสำคัญ ในขณะนี้มีสถานีรถไฟฟ้าเพียงไม่กี่สถานีที่มีลิฟต์จากพื้นล่างขึ้นไปยังสถานีชั้นบน สถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์ต้นทางที่พญาไทก็อยู่สูงมาก ผมมักจะหยิ่งและไม่ยอมใช้ลิฟต์เลยต้องเดินขึ้นบันไดไปหลายชั้นโดยต้องหิ้วกระเป๋าเดินทางที่มีน้ำหนักอย่างน้อยก็สามสี่กิโลขึ้นไปด้วย เล่นเอาเหนื่อยมากทีเดียว อุปสรรคสำหรับผู้สูงอายุประการต่อมาคือความแออัดในยานพาหนะไม่ว่าจะเป็นบนรถเมล์หรือรถไฟฟ้า ในบางช่วงเวลาจะมีคนแน่นมากจนเหมือนต้องอัดกันเข้าไป รถไฟฟ้าระหว่างบางสถานีและในบางช่วงเวลาจะมีผู้โดยสารแน่นมาก ถ้าคนไม่แน่นจนเกินไป เรามักจะเห็นคนหนุ่มคนสาวสมัยนี้แสดงน้ำใจเอื้อเฟื้อสละที่นั่งให้ผู้สูงอายุ สำหรับผม ต่อไปนี้ผมจะไม่ทะนงตัวว่าตัวเองยังไม่แก่ ถ้ามีคนลุกให้นั่ง ผมจะไม่ปฏิเสธ และจะขอบคุณในความกรุณาของเขา

          ผมคิดว่า อุปสรรคสำคัญในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะของผู้สูงอายุน่าจะเป็นที่สุขภาพกายและใจของผู้สูงอายุเอง ถ้าเรายังมีสุขภาพดียังเดินได้ไกลๆ ยังเดินขึ้นลงบันไดได้ สายตายังมองเห็นป้ายบอกทาง จิตใจยังพร้อมที่จะเดินทาง ซึ่งบางครั้งต้องเบียดเสียดไปกับผู้คน พร้อมที่จะอดทนรอคอยได้อย่างนี้ อุปสรรคทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้นก็แทบจะหมดไป

          ถ้าเรายังเดินทางได้ไม่ว่าจะโดยระบบขนส่งสาธารณะ หรือขับรถส่วนตัวของเราเอง ผมก็จะพูดว่า “ถึงจะแก่...ก็ดีเหมือนกัน

Since 25 December 2012