ประชากรต่างแดน

วิถีชาวนา

อมรา สุนทรธาดา This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ประชากรโลกประมาณครึ่งหนึ่งบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก เฉพาะในทวีปเอเชีย มีประชากรราว 2 พันล้านคน บริโภคข้าว หรือ 60-70% ของการบริโภคอาหารต่อวันได้จากการบริโภคข้าว ทั่วโลกมีสายพันธุ์ข้าวถึง 120,000 ชนิด มีคุณสมบัติและรสชาติแตกต่างกัน และแน่นอนหมายถึงราคาที่แตกต่างกันไปตามความนิยมของผู้บริโภค ที่สำคัญคือชาวนารายย่อยเป็นผู้ผลิต (แต่กำหนดราคาไม่ได้) ถ้าพูดถึงชาวนาในฐานะเกษตรกรที่มีส่วนในการสร้างความมั่นคงทางอาหารรวมถึงปัญหาการตลาดนั้น เรารับรู้เรื่องราวจากสื่อทั่วไปมามากแล้ว บทความนี้ขอเล่าสู่กันฟังในแง่มุม ‘วิถีชาวนา’ ในสังคมต่างๆ โดยหวังว่าอาจจะมีอรรถรสที่แปลกไปจากเดิมบ้าง

ช่วงปี พ.ศ. 2533-2544 ความนิยมเรื่อง ‘เจ้าสาวไปรษณีย์’ สำหรับชาวนาในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือไต้หวัน เคยเป็นข่าวดังมากเจ้าสาวไปรษณีย์ยอดนิยมจะสั่งตรงจากศรีลังกา ฟิลิปปินส์ จีน รวมทั้งไทยด้วย ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นได้ คำตอบง่ายๆ คือ การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจากสังคมเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมและการบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีผลต่อการไหลถ่ายเทแรงงานโดยเฉพาะแรงงานหนุ่มสาวย้ายถิ่นเข้าศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการบริการ ชีวิตในภาคเกษตรกรรมนั้นหนักหนาสาหัสเกินไปสำหรับการดำรงชีวิต โดยเฉพาะหญิงสาวในญี่ปุ่นที่ถูกคาดหวังจากมาตรฐานวัฒนธรรมดั้งเดิม ให้ดูแลสมาชิกครอบครัวและบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อความอยู่รอด ซึ่งหมายถึงเวลาทำงานที่ยาวนานมากขึ้น ความเป็นส่วนตัวน้อยลง และที่สำคัญคือไม่ได้รับการยอมรับว่าได้ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัว เมื่อเป็นเช่นนั้นสาวโสดญี่ปุ่นจึงโบกมืออำลาหันหน้าเข้าเมืองหลวงไปเป็นสาวโรงงานดีกว่า ถามว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น คำตอบคือ หนุ่มหาเจ้าสาวไม่ได้ และซ้ำร้ายที่เหลือครองโสดอยู่นั้นไม่อายุมากก็ร่างกายพิการส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ต้องสงสัยแล้วใช่ไหมว่าทำไมหนุ่มชาวนาต้องหันมาเรียกใช้บริการ ‘เจ้าสาวไปรษณีย์’

‘วิถีชาวนา’ ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ระบบการทำนาแบบขั้นบันไดที่สวยงามจับใจนักท่องเที่ยว วิถีชีวิตชาวนาที่บาหลีอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ไม่ธรรมดา เพราะภูมิปัญญาการสร้างสมดุลอาหารที่น่าทึ่งมาก ในพื้นที่นานอกจากจะปลูกข้าวแล้วยังเป็นที่เลี้ยงสัตว์หลายประเภทสำหรับการบริโภค เช่น การเพาะพันธุ์ปลาในบ่ออนุบาลให้มีขนาดพอเหมาะเพื่อนำไปปล่อยให้เติบโตในร่องน้ำในบริเวณพื้นที่ปลูกข้าว สัตว์ประเภทอื่นๆ ที่ใช้บริโภคและใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช  เช่น ปลาไหล หอยโข่ง แต่ไม่มีกล่าวถึงหนูนา อาจไม่นิยมบริโภคเหมือนชาวนาไทย ชาวนาที่บาหลีนิยมปลูกข้าวไร้สารเช่นกัน ให้ผลผลิตมากกว่า 15% เทียบกับการปลูกแบบใช้สารเคมีหรือนาหว่าน

‘วิถีชาวนา’ ประเทศโตโกในทวีปแอฟริกา หนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดมีประชากร 7.2 ล้านคน มีชายแดนติดต่อกับกาน่าและเบนิน พืชเศรษฐกิจที่ปลูก เช่น มันฝรั่ง โกโก้ และข้าวสาลี มี ‘เถียงนา’ เหมือนบ้านเรา วัตถุประสงค์ก็คงไม่ต่างกันคือใช้พักหลบแดดชั่วคราว ได้พบกับหญิงชาวนานั่งพักเหนื่อยกับลูกน้อย มีภาชนะใส่น้ำดื่มทำจากผลน้ำเต้าขนาดยักษ์วางไว้ใกล้ๆ

ชาวนาในเปรูทำนา 2 ครั้งต่อปีและผลิตข้าวได้มากเป็นอันดับสองรองจากบราซิล มีปริมาณการบริโภคภายในประเทศ 50 กิโลกรัม/คน/ปี ชาวนาที่เมืองกุสโก้ (Cuzco) อดีตเมืองหลวงของเปรูที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 4,000 เมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทุกมุมโลกไปชม ที่ตั้งอาณาจักรโบราณของชนเผ่าอินคาที่สร้างเมืองไว้เชิงยอดเขามาชูปิคชู (Machu Picchu) สูงกว่าระดับน้ำทะเล ราว 7,000 เมตร หญิงชาวนาชนเผ่าอินเดียนสวมกระโปรงสีสดสวยไปทำนาพร้อมแบกลูกใส่เป้สะพายไว้บนหลังเดินขึ้นลงเขาเพื่อไปทำนา ชาวนายังหารายได้พิเศษเมื่อว่างจากอาชีพหลัก เช่น ขายของที่ระลึกนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะภาพวาดเมืองโบราณมาชูปิคชู ขายดีมากเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อยต้องรีบซื้อ และแยกไม่ออกว่าเป็นงานศิลปินเดี่ยวที่เป็นชาวนาในพื้นที่หรือนักฉวยโอกาสจากต่างถิ่น

ประเทศภูฏานยังต้องนำเข้าข้าวจากอินเดียเพื่อให้พอเพียงกับการบริโภคของประชากรราว 700,000 คน เนื่องจากภูมิประเทศเป็นที่สูงชันและมีที่ราบเพียงเล็กน้อย ชาวนาจำเป็นต้องปรับการดำรงชีพโดยการทำเกษตรกรรม 3 รูปแบบ คือ การปลูกพืชในพื้นที่หุบเขาสูงชัน การปลูกพืชแบบขั้นบันได และการทำไร่เลื่อนลอย มีระบบเกษตรกรรมรักษาความเป็นธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมี การทำไร่ทำนาเพียงเพื่อการบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก รัฐบาลมีนโยบายว่าภายในปี 2563 ระบบเกษตรกรรมจะเป็นเกษตรอินทรีย์ 100% ชาวนามีชีวิตสมถะเรียบง่าย อารมณ์ดี ได้พบเห็นชาวนาใช้อุปกรณ์การทำนาพื้นฐานมากๆ ตามเส้นทางหลวงที่รถยนต์วิ่งลัดเลาะไปตามหลืบเขาที่สูงชันและแคบ เช่น การปักดำ การเก็บเกี่ยว หรือแม้แต่การนวดข้าว ใช้วิธีฟาดกับพื้นให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวง ส่วนที่ยังเหลืออยู่ใช้ตะแกรงไม้ไผ่โรยเพื่ออาศัยแรงลมแยกฟางข้าวออกไปประเทศภูฏานมีเป้าหมายสู่เกษตรอินทรีย์ภายในปี 2563

 

ภาพ: thomaskellyphotos.com

เรื่องราวของชาวนาไทยที่ทั้งโลกรับรู้ว่าปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก เคียงบ่าเคียงไหล่มากับข้าวบัสมาติของอินเดีย ต่างกันประการเดียว คือเราต่อสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ Rice Tech ของอเมริกาที่แอบงุบงิบจดลิขสิทธิ์ข้าวหอมมะลิเมื่อ พ.ศ. 2536 โดยอ้างว่าเป็นสายพันธุ์ตัดต่อใหม่ที่ปลูกได้ที่เมืองเท็กซัส ‘วิถีชีวิต’ ชาวนาไทยยังต้องผ่านร้อนผ่านหนาวไปอีกนาน ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคจากธรรมชาติที่ทำให้ผลผลิตต่ำกว่าเป้าหมาย ระบบการตลาดจากประเทศคู่ค้านำเข้าข้าวหอมมะลิรายใหญ่เช่นจีน ที่เปลี่ยนจากการเป็นผู้สั่งนำเข้ามาลงทุนร่วมกันเพื่อการผลิความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านพันธุวิศวกรรมศาสตร์เพื่อตัดต่อข้าวสายพันธุ์ใหม่ ล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องแก้ไขเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน 

Since 25 December 2012