เวทีวิจัยประชากรและสังคม

เมื่อวัฒนธรรมสร้างทุกข์แก่สตรี

สุชาดา ทวีสิทธิ์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

สิทธิด้านวัฒนธรรม หรือ Cultural Right เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติย้ำว่า รัฐต้องให้สิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชนในการดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ภายในรัฐ ประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิกองค์การสหประชาติที่รับรองปฏิญญาสากลด้านสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของไทย จึงระบุให้รัฐต้องคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของชนทุกกลุ่ม

วัฒนธรรม ไม่ได้หมายถึงแค่วิถีการกินอยู่ เสื้อผ้า ภาษา หรือการสร้างสรรค์งานศิลป์ แต่หมายรวมถึงหลักศาสนา กฏจารีต และกฎหมาย ที่ใช้ควบคุมแบบแผนความสัมพันธ์ทางสังคม ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่เรามักมองข้ามก็คือ วัฒนธรรมไม่ได้สร้างความสุขแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่เป็นต้นเหตุแห่งการแบ่งแยก กีดกัน และเลือกปฏิบัติด้วย ในสังคมที่ส่งเสริมเรื่องสิทธิทางวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว อาจทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงกลายเป็นความชอบธรรมไปก็ได้ ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น

สังคมโลกยังมีวัฒนธรรมที่เป็นอันตรายต่อผู้หญิง (Harmful Cultural Practices) ปฏิบัติกันอยู่ โดยเฉพาะในสังคมที่ผู้ชายมีบทบาทเป็นผู้ควบคุมความรู้เกี่ยวกับจารีตประเพณี ศาสนา ความเชื่อ พิธีกรรม และการเมือง ขอยกตัวอย่างวัฒนธรรมที่เป็นอันตรายต่อผู้หญิงบางอย่าง เช่น การตัดหรือขลิบอวัยวะเพศของผู้หญิง การฆ่าหรือลงโทษผู้หญิงที่ถูกข่มขืนเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของพ่อ การมีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิง การห้ามคุมกำเนิด รวมทั้งการให้คุณค่าแก่ลูกชายเหนือกว่าลูกสาวซึ่งนำไปสู่การทำแท้ง การฆ่า หรือการทำร้ายทารกเพศหญิง

องค์การสหประชาชาติเรียกร้องให้รัฐสมาชิกต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อพลเมืองและประชาคมโลกว่า รัฐจะไม่นำเอาทัศนคติด้านจารีตประเพณี ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมที่ปฏิบัติกันในสังคม มาเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของสตรี เครื่องมือสำคัญขององค์การสหประชาชาติที่ใช้เพื่อควบคุมและตรวจสอบเรื่องนี้คือ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ The Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women (CEDAW) เรียกสั้นๆ ว่า “ซีดอว์”

สังคมไทยมีบรรทัดฐานและความเชื่อทางวัฒนธรรม ที่เป็นอันตรายต่อผู้หญิงดำรงอยู่เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ความเชื่อว่าการทำแท้งเป็นบาป ซึ่งทำให้ผู้หญิงและผู้ที่ให้บริการทำแท้งกลายเป็นอาชญากร ส่งผลให้มีการปฏิเสธที่จะจัดบริการทำแท้งปลอดภัยให้ผู้หญิง เพราะสังคมมีอคติต่อผู้หญิงที่ต้องการทำแท้ง ทำให้ผู้หญิงจำนวนหนึ่งเสียชีวิตหรือพิการเพราะว่าไปใช้วิธีทำแท้งไม่ปลอดภัย

นอกจากนั้นในชุมชนชาติพันธุ์บางกลุ่ม มีอคติต่อการหย่าร้าง ความต้องการที่จะหย่าร้างของผู้หญิงมักถูกปฏิเสธหรือถูกเพิกเฉยจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น พ่อแม่ ผู้นำศาสนา ผู้นำจิตวิญญาณ งานวิจัยโดยผู้เขียนเองเกี่ยวกับ การเข้าถึงความยุติธรรมในระบบกฎหมายพหุลักษณ์ของผู้หญิงชาติพันธุ์ในประเทศไทย กรณีผู้หญิงม้งและผู้หญิงมาเลย์-มุสลิม ที่มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และ UN Women สนับสนุนทุนวิจัย มีข้อค้นพบว่า ความทุกข์หนึ่งของหญิงมีสามีในทั้งสองกลุ่มชาติพันธุ์ มาจากการไม่สามารถหย่าหรือเลิกร้างจากสามีที่ทำร้ายร่างกายและจิตใจได้ง่ายนัก ส่งผลให้หญิงมีสามีเหล่านั้นต้องเผชิญกับการถูกทำร้ายยาวนานและซ้ำซาก

 

ที่มา: http://www.pakistanlaw.net

คนชาติพันธุ์ม้งมีการสืบสายสกุลฝ่ายผู้ชาย จึงไม่นับให้ลูกสาวเป็นสมาชิกคนหนึ่งของตระกูล มีกฎจารีตไม่ให้รับลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้วกลับมาอยู่ร่วมชายคากับพ่อแม่ โดยสร้างความเชื่อเรื่องผีมากำกับ หากพ่อแม่รับกลับเข้ามาอยู่ร่วมบ้าน ถือว่าเป็นการทำผิดต่อผีบรรพบุรุษ จะนำโชคร้ายและความเจ็บป่วยมาสู่สมาชิกในบ้าน หญิงม้งที่เลิกร้างกับสามีถูกมองว่าเป็น “ตัวซวย” แม้ว่าถูกสามีทุบตีทำร้ายร่างกายและจิตใจ ผู้หญิงม้งเหล่านั้นก็ไม่กล้าขอแยกทางกับสามี เพราะว่ากลัวไม่มีบ้านอยู่/ไม่มีใครปกป้อง แต่อีกแง่มุมหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงม้งกลัวมากที่สุด คือ กลัวไม่มีผู้ชายจัดพิธีศพให้หลังเสียชีวิต เนื่องจากในสังคมม้งยอมรับให้ผู้ชายเท่านั้นทำพิธีกรรม หรือไปขอให้หมอผีทำพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งพิธีกรรมให้คนตาย

ในชุมชนมาเลย์-มุสลิม ซึ่งมีการใช้กฎหมายอิสลาม หรือ ชะรีอะฮ์ (Shari’ah) มาตัดสินข้อพิพาทเรื่องครอบครัวและการหย่าร้าง แม้ว่าหลักชะรีอะฮ์ระบุการอนุญาตให้ผู้หญิงมาเลย์-มุสลิมขอหย่าจากสามีได้ ถ้าหากสามีละเมิดเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาการแต่งงาน (นิกะห์) เช่น สามีไม่เลี้ยงดู แต่ในทางปฏิบัติและการตีความชะรีอะฮ์โดยผู้ชาย พบว่า ถึงแม้ในกรณีหญิงที่ขอหย่าขาดจากสามีประสบปัญหาถูกสามีทำร้าย หรือ สามีรับภรรยาใหม่และไม่รับเลี้ยงดูภรรยาเดิม ผู้หญิงคนนั้นก็มักไม่ได้รับอนุญาตให้หย่าได้ ถ้าหากพ่อแม่ไม่เห็นชอบ หรือถ้าหากสามีไม่เปล่งวาจาขอหย่าก่อน

คำถามที่ต้องการคำตอบคือเราจะรักษาสมดุลระหว่างการปกป้องสิทธิด้านวัฒนธรรมและการปกป้องสิทธิมนุษยชนของสตรีได้อย่างไร บ่อยครั้งที่พบว่าความต้องการที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงไปปะทะ/ขัดแย้งกับการเรียกร้องสิทธิทางวัฒนธรรมในภาพรวมของสังคม ซึ่งสังคมก็มักเอาเหตุผลเรื่องการ

Since 25 December 2012