ประเด็นทางประชากรและสังคม

“โรงเรียนฉลาดเล่น” (Active School)

โครงการวิจัยที่เชื่อว่า “การเล่น” เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน

ปัญญา ชูเลิศ และ ปิยวัฒน์ เกตุวงศา This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. ; piyawat.kat.ac.th

โรงเรียนฉลาดเล่น คืออะไร

“โรงเรียนฉลาดเล่น” (Active School) เป็นแนวคิดส่งเสริมการเรียนรู้ในเด็กนักเรียนที่ทางสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับโรงเรียนประถมศึกษาในสังกักระทรวงศึกษาธิการ ที่เป็นโรงเรียนนำร่องจำนวน 14 แห่งทั่วประเทศ ริเริ่มให้มีการพัฒนาต้นแบบโรงเรียนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนอย่างสมวัย โดยเน้นที่การกระตุ้นให้นักเรียนได้มีการเคลื่อนไหว การมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมและเพียงพอ ทั้งนี้เพื่อเป็นบันไดในการก้าวสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ แนวคิดดังกล่าวจะเน้นการมีส่วนร่วมของโรงเรียนและคุณครูเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและจัดกิจกรรมให้กับนักเรียน อาทิ การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยปรับห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ในการเรียนรู้และวิ่งเล่น การเพิ่มชั่วโมงกิจกรรมและนันทนาการให้กับนักเรียนทุกวัน รวมทั้งให้เด็กนักเรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมนันทนาการในช่วงพักกลางวัน

นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการปรับโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้เหมาะกับการมีกิจกรรมทางกายของนักเรียน เช่น เปลี่ยนทางเท้าและถนนในโรงเรียนให้มีสีสัน ด้วยการทาสีพื้นถนนให้เป็นบันไดงู วาดเป็นเส้นสีซิกแซ็กหรือเป็นตาราง สำหรับให้นักเรียนได้วิ่ง กระโดด หรือเคลื่อนไหวร่างกายในท่าทางต่างๆ รวมทั้งปรับปรุงสวน และดูแลสนามเด็กเล่นให้สะอาดสวยงามพร้อมใช้งานอยู่เสมอ กิจกรรมดังกล่าวข้างต้น นอกจากเป็นการเพิ่มกิจกรรมทางกายให้กับเด็กๆ แล้ว ยังช่วยลดการใช้เวลาอยู่กับหน้าจออุปกรณ์สื่อสารของเด็กๆ ซึ่งสังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาอยู่ในขณะนี้ด้วย

 

ที่มา: http://202.143.173.42/e-networkpl2/Newsdetails.php?Details=860

สำคัญอย่างไร...ทำไมจึงต้องทำ

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าประชากรวัยเด็กจำเป็นต้องมีเวลาสำหรับกิจกรรมทางกายมากที่สุด เด็กและเยาวชน (อายุ 5-17 ปี) ควรมีเวลาในการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรงระดับปานกลางถึงระดับหนักอย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน เพื่อให้มีพัฒนาการอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย แต่เมื่อย้อนกลับมาดูการมีกิจกรรมทางกายของเด็กไทยกลับพบว่า “มีเด็กไทยไม่ถึงครึ่งที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าว”

ข้อมูลล่าสุดจากผลการสำรวจของโครงการฯ เกี่ยวกับการมีกิจกรรมทางกายของประชากรไทย ระหว่างปี 2557-2558 พบว่า ในปี 2558 เด็กไทยเพียงร้อยละ 37.0 มีกิจกรรมเพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 พบว่า ลดลงประมาณร้อยละ 0.7

คำถามคือ “ทำไมเด็กไทยถึงมีกิจกรรมทางกายน้อย และไม่เพียงพอ?”

“พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (Sedentary Behavior) หมายถึง พฤติกรรมที่นั่งนิ่งๆ เคลื่อนไหวน้อยๆ ซึ่งรวมถึงการทำกิจกรรมอยู่กับหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ต หรือสมาร์ทโฟน ผลจากการสำรวจ พบว่าปัจจุบันเด็กไทยใช้เวลามากถึง 13 ชั่วโมง 35 นาทีต่อวัน กับการมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง (ไม่รวมการนอนหลับ) ขณะเดียวกันยังพบว่า อีกประมาณร้อยละ 41 ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอทีวีเฉลี่ย 6 ชั่วโมงต่อวัน และใช้อยู่กับหน้าจอสูงสุดนานถึง 7 ชั่วโมงติดต่อกัน..!!!

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงถึงปัญหา และความจำเป็นเร่งด่วนในการหารูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมและเพียงพอให้กับเด็กไทย เมื่อพิจารณาบริบทรอบๆ ตัวเด็กแล้ว โรงเรียนนับว่าเป็นสถานที่ที่เด็กนักเรียนใช้เวลาในการดำเนินชีวิตประมาณ 1 ใน 3 ของวัน

ด้วยเหตุนี้ โครงการวิจัยฯ จึงพยายามอย่างยิ่งในการพัฒนาต้นแบบโรงเรียนฉลาดเล่นขึ้น เพื่อนำไปสู่องค์ความรู้ในการขับเคลื่อนนโยบายทางเลือก ให้สำนักงานการประถมศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สามารถนำไปใช้ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนไทยให้มีความสามารถด้านวิชาการ ควบคู่ไปกับการมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และจิตใจที่สมวัย พร้อมที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต ดังนั้น “ขอให้หนูๆ ได้วิ่งเล่นอย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน” นะครับ..!!!

 

 

กิจกรรมนันทนาการระหว่างชั่วโมงเรียนของโรงเรียนอนุบาลพระนครศรีอยุธยา ภายใต้โครงการเด็กไทยไม่เฉื่อย

 

 

Since 25 December 2012