ประชากรต่างแดน

ถวายอาลัย ..... จากแดนไกล

อมรา สุนทรธาดา This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เป็นวันแห่งความวิปโยคและสูญเสียของปวงชนชาวไทย อันเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต จนถึงวันนี้ทวยราษฎร์ยังคงถวายอาลัยอย่างเนืองแน่น พระเกียรติคุณในพระองค์ยังเป็นที่ประจักษ์แก่นานาประเทศโดยมีผู้นำในหลายประเทศส่งพระราชสาส์นและสาส์นถวายอาลัย พสกนิกรไทยได้มีโอกาสชมภาพผ่านการถ่ายทอดสด เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ตรงกับเวลาในประเทศไทย 21.00 น. ในการประชุมสมาชิกสามัญ องค์การสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา โดยมีผู้แทนจากทุกภูมิภาคขึ้นกล่าวถวายสดุดีและการยืนถวายอาลัยเป็นเวลา 1 นาที แม้ว่าบรรยากาศในการประชุมดูจะวุ่นวายในช่วงแรกเนื่องจากมีสมาชิกเดินเข้าออก แต่ภาพสุดท้ายที่เราได้เห็นคือการยืนสงบนิ่งเพื่อถวายพระเกียรติสูงสุด

 

การถวายอาลัยระหว่างการประชุมสมาชิกองค์การสหประชาชาติ
ภาพ: UN Photo/Evan Schneider.

 นายบันคีมุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติกล่าวถวายสดุดีิมีใจความว่า ในปี 2549 องค์การสหประชาชาติได้ทูลเกล้าถวายรางวัล Human Development Lifetime Achievement Award เพื่อยกย่องพระองค์ในฐานะที่ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ต่อพสกนิกรชาวไทย ทั้งยังเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรในอีกหลายประเทศ ในจำนวนผู้แทนที่กล่าวถวายสดุดีทั้งหมดดูเหมือนที่น่าประทับใจมากที่สุดที่ต้องเล่าสู่กันฟัง คือเอกอัครราชทูตซาแมนธา พาวเวอร์ ในฐานะผู้แทนถาวรของอเมริกาประจำองค์การสหประชาชาติ เตรียมข้อมูลที่มีรายละเอียดและถ้อยคำที่ลึกซึ้ง ขออ้างถึงคำกล่าวถวายสดุดีบางตอนดังนี้ ประเทศไทยและอเมริกามีประวัติความสัมพันธ์อันดีมายาวนานและที่เป็นกรณีพิเศษคือพระบรมชนกและชนนีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เคยประทับที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแม็ทซาชูเซ็ทส์ ขณะทรงศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และยังเป็นสถานที่พระราชสมภพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ เอกอัครราชทูตผู้นี้เคยทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ กล่าวว่าได้พบกับคนไทยมากมายที่แวะเวียนไปถวายพวงมาลาหรือการเขียนข้อความถวายพระพรที่พระแท่นประดิษฐานพระนามาภิไธยย่อ ณ ‘จตุรัสพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล’ (King Bhumibol Square) ในบริเวณมหาวิทยาลัย

เอกอัครราชทูตซาแมนธา พาวเวอร์กล่าวถึงหลักการทรงงานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ในการพัฒนาคือการเสด็จไปในท้องถิ่นทั่วประเทศเพื่อเข้าถึงปัญหาอย่างแท้จริง มีโครงการพระราชดำรินับพันโครงการ ที่เป็นประโยชน์สำหรับประชาชนทุกอาชีพ ข้าราชการทุกหมู่เหล่า แม้นักเรียนชั้นปฐมวัย ทรงมีพระราชวินิจฉัยที่มีสายพระเนตรยาวไกลและเข้าถึงปัญหาอย่างแท้จริง ตลอดพระชนม์ชีพทรงมีผลงานที่ได้รับการจดสิทธิบัตรถึง 40 ผลงาน และผลงานเหล่านั้นเกิดจากพระวิริยะอุตสาหะและพระราชวินิจฉัยที่ทรงมุ่งแก้ไขปัญหาให้ได้ผลอย่างจริงจัง พระราชดำ.ริล้วนแสดงถึงพระอัจฉริยภาพที่ทรงเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนเพื่อการพัฒนามนุษย์ นับเป็นพระวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัย เช่น โครงการแก้มลิง (Monkey’s cheeks) เพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตชั้นในของกรุงเทพฯที่ได้ผลและนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศ ในตอนจบคำกล่าวถวายสดุดีมีข้อความที่ลึกซึ้งดังนี้ “คนไทยโชคดีที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงเห็นคุณค่าพสกนิกรทุกคนเสมือนเป็นคนในครอบครัวของพระองค์ และเป็นความโชคดีของเราทั้งหลายอีกด้วยที่ได้เรียนรู้ว่ามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระจริยาวัตรที่พระองค์ทรงใช้ในการดำเนินพระชนม์ชีพ”

เย็นศิระเพราะพระบริบาล

 

Since 25 December 2012