รางวัลอีกโนเบล

ตบมือหรือปรบมือ

วรชัย ทองไทย This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

          ตบมือหรือปรบมือ (Clap) คือ การนำฝ่ามือสองข้างมากระทบกัน เพื่อให้เกิดเสียงดัง ความดังของเสียงขึ้นอยู่กับความแรงของการตบมือ ถ้าตบมือแรงขึ้นเสียงก็จะดังขึ้น แต่ถ้าตบมือค่อยลง เสียงก็จะเบาลง ลักษณะของฝ่ามือสองข้างที่กระทบกัน ย่อมส่งผลให้เสียงตบมือแตกต่างกันไปด้วย

          การตบมืออย่างเร็วและซ้ำๆ กัน เป็นการแสดงความยินดี ความชื่นชม การยอมรับหรือขอบคุณ ซึ่งเราเรียกว่า “ปรบมือให้” (Applaud) ส่วนการตบมือเป็นจังหวะจะใช้ในการเล่นดนตรี เต้นรำ สวด และการละเล่น สำหรับดนตรีที่ใช้การตบมือเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ เพลงพระกิตติคุณ (Gospel music) หรือดนตรีฟลาเมงโค (Flamenco) อันเป็นดนตรีพื้นเมืองของสเปน

          การปรบมือให้ เป็นพฤติกรรมที่ต้องเรียนรู้ ซึ่งมักจะได้รับการสอนจากพ่อแม่โดยตรงหรืออ้อม โดยทั่วไปเด็กทารกจะรู้จักตบมือตั้งแต่อายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบ อันเป็นการตบมือที่ทำให้เกิดเสียงเท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นโดยบังเอิญเมื่อใช้มือสองข้างตีกัน แต่ถ้าไม่ได้รับการสอนต่อจากพ่อแม่แล้ว เด็กก็จะลืมเลือนไป และจะไม่รู้จักการตบมือเพื่อแสดงความชื่นชม

          มีผู้รู้กล่าวว่า “การปรบมือให้” เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยมนุษย์รู้จักเข้าสังคม เช่น เมื่อมนุษย์นั่งล้อมกองไฟเพื่อฟังนิทาน หรือในงานเฉลิมฉลอง อันเป็นจุดกำเนิดของการตีกลอง การกระทืบเท้า รวมทั้งการปรบมือให้

          ผู้ชมจะปรบมือให้ในขณะชมการแสดงต่างๆ เช่น การแข่งขันกีฬา ฟังปาฐกถา ชมการแสดงละครหรืออุปรากร (Opera) ผู้ชมดนตรีคอนเสิร์ตมักจะปรบมือให้ เพื่อต้อนรับเมื่อนักดนตรีขึ้นเวที และปรบมือให้อีกครั้ง เพื่อแสดงความชื่นชมเมื่อจบรายการ

          ในการปรบมือให้นั้น จำนวนครั้งที่แต่ละคนปรบมืออยู่ระหว่าง 2.5 ถึง 5 ครั้ง ต่อ 1 วินาที ส่วนความยาวของการปรบมือให้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจในการแสดง ถ้าผู้ชมชอบการแสดงมากก็อาจส่งเสียงตะโกนว่า “บราโว (Bravo)” พร้อมกันไปด้วย หรือถ้าผู้ชมปรบมือให้ด้วยเสียงอันดังและยาวนาน รวมทั้งยืนขึ้นด้วย เราเรียกว่า โอเวชั่น (Ovation)

 

          ผู้แสดงในสมัยกรีกและโรมันต้องการให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการแสดง จึงเปิดโอกาสให้แสดงความรู้สึกออกมาอย่างเสรี เช่น ผู้ชมชาวกรีกแสดงความพอใจด้วยการส่งเสียง กระทืบเท้า รวมทั้งปรบมือให้ ส่วนผู้ชมชาวโรมัน นอกจากจะปรบมือให้แล้ว ยังใช้การดีดมือ โบกผ้า หรือโบกนิ้วหัวแม่มือด้วย ในทางตรงกันข้าม ผู้ชมชาวกรีกจะปาก้อนหินหรืออาหาร ถ้าไม่ชอบการแสดง ส่วนผู้ชมชาวโรมันจะส่งเสียงเย้ยหยันหรือปาสิ่งของ

          การสนับสนุนให้ผู้ชมแสดงความรู้สึกอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดมี “หน้าม้าคอยเชียร์” (Claque) ซึ่งเป็นกลุ่มที่รับจ้างปรบมือให้ หรือโห่ฮาป่าในโรงละครอุปรากร เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ชมอื่นๆ ทำตาม ส่งผลให้การแสดงอุปรากรประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลวได้ อย่างไรก็ตาม หน้าม้าคอยเชียร์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ในสมัยที่มีการแสดงละครอุปรากร แต่ได้มีมาแต่สมัยโรมัน ตัวอย่างเช่น จักรพรรดิเนโร (Emperor Nero) ผู้ต้องการได้รับเสียงปรบมือให้จากผู้ชม จึงสั่งให้ทหารกระจายอยู่ในกลุ่มผู้ชม เพื่อคอยส่งเสียงเชียร์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

          การสนับสนุนให้ผู้ชมปรบมือให้กับการแสดง เริ่มลดลงเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันผู้แสดงดนตรีคอนเสิร์ต บัลเลต์ หรืออุปรากร ต้องการความเงียบ ทำให้ผู้ชมก็ต้องเรียนรู้ว่า ควรปรบมือให้ในช่วงไหนบ้าง ไม่เช่นนั้นจะถูกผู้เข้าชมด้วยกันมองเอาได้ สิ่งตรงกันข้ามกับการปรบมือให้ คือ โห่ (Boo) ซึ่งเป็นการส่งเสียงแสดงความไม่พอใจต่อผู้แสดงดนตรี อุปรากร ละคร หรือผู้เล่นกีฬา รวมทั้งแสดงความไม่เห็นด้วยกับผู้แสดงปาฐกถา ปัจจุบันเรามักจะไม่ค่อยเห็นการโห่ ยกเว้นในการแข่งขันกีฬา เพราะถือกันว่าไม่สุภาพ โดยผู้ชมที่ไม่ชอบการแสดงจะงดตบมือ หรือไม่ก็ตบมืออย่างช้าๆ แทน

          การตบมือเป็นการประท้วงแบบอหิงสาแบบหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในสาธารณรัฐเบลารุส (Republic of Belarus) อันมี Alexander Lukashenko เป็นประธานาธิบดีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2537 จนถึงปัจจุบัน โดยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นวันประกาศอิสรภาพ มีกลุ่มผู้ประท้วงประมาณ 3,000 คน ได้รวมตัวกันที่จตุรัสหลักในเมืองหลวง และทำการประท้วงด้วยการตบมืออย่างพร้อมเพียงกัน แทนการตะโกนคำขวัญโฆษณา (Slogan) หรือชูป้ายโฆษณา อันมีผลให้ถูกตำรวจจับตัวไปหลายราย

          ดังนั้น ในปี 2556 รางวัลอีกโนเบล สาขาสันติภาพ จึงถูกมอบให้กับประธานาธิบดีของเบลารุส ผู้ประกาศให้การตบมือในที่สาธารณะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และตำรวจที่จับชายแขนเดียวด้วยข้อหาดังกล่าว

          รางวัลอีกโนเบล: รางวัลสำหรับงานวิจัย “ที่ทำให้หัวเราะก่อนคิด”

Since 25 December 2012