เวทีวิจัยประชากรและสังคม

ประมาณว่า… มีคนร้อยปีราวหนึ่งพันเศษๆ ในประเทศไทย

ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

สืบเนื่องจากคอลัมน์ เป็น อยู่ คือ คนร้อยปี ในประชากรและการพัฒนาฉบับที่ผ่านมา ที่ได้เล่าถึงการดำเนินงาน “โครงการศึกษาศตวรรษิกชนคนร้อยปีในประเทศไทย” ว่าเป็นมาอย่างไรและทำอะไรไปบ้าง ซึ่งในตอนท้ายได้บอกไว้ว่าโครงการดำเนินมาเกินกว่าครึ่งทางแล้ว ครั้นเมื่อมาถึงวันนี้ (วันที่เขียนต้นฉบับ) โครงการได้เสร็จสิ้นพร้อมกับมีการเสนอผลการวิจัยให้หน่วยงานผู้สนับสนุนงบประมาณรวมทั้งผู้มีส่วนได้เสีย ไปเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ดังนั้นฉบับนี้ จะขอนำผลการศึกษาในเรื่องของจำนวนคนร้อยปีในประเทศไทยมาเล่าสู่กันฟัง

คนร้อยปีที่ทีมวิจัยทำการศึกษาคือ ผู้ที่เกิด พ.ศ. 2458 หรือก่อนหน้านั้น ตามข้อมูลทะเบียนราษฎร ของสำนักบริหารการทะเบียน ณ สิ้นปี 2558 มีคนร้อยปีทั้งสิ้น 29,092 คน เป็นชาย 14,399 คน และหญิง 14,693 คน (ที่ผ่านมาคนร้อยปีของไทยมีจำนวนขึ้นๆ ลงๆ เคยขึ้นสูงสุดถึง 6 หมื่นกว่าคน เป็นการสะท้อนความไม่เป็นระเบียบของจำนวนคนร้อยปีตามหลักฐานการทะเบียน) ทีมนักวิจัยได้ทำการสอบสวนการมีชีวิตอยู่ของคนร้อยปีเหล่านี้โดยโทรศัพท์ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต่างๆ ที่หลักฐานการทะเบียนระบุว่า มีคนร้อยปี 1,130 แห่ง กระจายอยู่ใน 28 จังหวัดทั่วประเทศ และ 7 สำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมคนร้อยปี 6,840 คน หรือราวๆ ร้อยละ 24 ของคนร้อยปีตามทะเบียนทั้งหมด ในช่วงเวลาตั้งแต่มกราคม ถึง พฤษภาคม 2559 ทีมนักวิจัยโทรศัพท์สอบถาม “ผู้รู้” ซึ่งมักเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการและสังคมของอปท. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ว่าคนร้อยปีเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แล้วคำนวณหาสัดส่วนคนร้อยปีตามทะเบียนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อจำนวนคนร้อยปีตามทะเบียนทั้งหมดในพื้นที่ตัวอย่าง จำแนกตามเพศ กลุ่มอายุ และภาค สัดส่วนนี้เป็น “ตัวคูณตัวแรก” เพื่อประมาณคนร้อยปีตามหลักฐานการทะเบียนที่คาดว่ายังมีชีวิตอยู่เป็นรายเพศ กลุ่มอายุ และจังหวัด สำหรับในภาพรวม ประมาณได้ว่า คนร้อยปีตามหลักฐานการทะเบียนที่คาดว่ายังมีชีวิต มีอยู่ราวร้อยละ 10 เท่านั้น

ตัวเลขคนร้อยปีตามทะเบียนที่คาดว่ายังมีชีวิตอยู่ที่ประมาณได้เป็นเพียงตัวเลขขั้นต้น เพราะทีมวิจัยยังคงมีสมมุติฐานเรื่องความคลาดเคลื่อนของอายุที่รายงานอีกด้วย จึงได้ออกภาคสนามใน 4 จังหวัดตัวอย่าง (ชัยนาท พะเยา ภูเก็ต และขอนแก่น) ไปพบผู้ที่หลักฐานทางทะเบียนระบุว่าเป็นคนร้อยปี ใช้วิธีสอบถามเชิงลึกโดยการพูดคุยกับคนร้อยปีตามทะเบียนหรือลูกหลาน เพื่อสอบถามในเรื่องปีเกิด อายุเมื่อแต่งงาน อายุลูกๆ และเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต สำหรับแนวทางการประเมินอายุเป็นดังตัวอย่างต่อไปนี้

รายหนึ่งเป็นหญิง อายุ 101 ปีตามทะเบียน แต่ได้พูดว่า “แต่งงานตอนอายุ 15 แต่งแล้วมีลูกเลย” คือมีลูกตอนอายุ 16 ซึ่งเมื่อทีมวิจัยได้ดูรูปงานศพของลูกสาว ซึ่งระบุปีเกิดของลูกสาวไว้ว่า เกิดเมื่อปี 2484 ทำให้ประมาณอายุของคุณยายท่านนี้ได้ว่า ณ ปัจจุบัน คุณยายจะมีอายุอยู่ที่ 90 ปีเท่านั้น ซึ่งก็จะตรงกับปี 2468


อีกรายหนึ่ง มีอายุ 104 ปีตามทะเบียน ซึ่งจากการพูดคุย ได้ความว่า “แต่งงานตอนอายุ 15 ปี แฟนแก่กว่า 5 ปี หลังจากนั้นอีก 3 ปีถึงจะมีลูก ตอนนี้ลูกชายคนโตอายุ 76 ปีแล้ว” ซึ่งเมื่อทีมวิจัยได้คำนวณอายุของคุณยาย จากคำบอกเล่าที่ว่ามีลูกตอนอายุ 18 ปี และปัจจุบันลูกชาย คนโตอายุ 76 ปี ก็ทำให้ประมาณอายุของคุณยายได้ว่า ณ ปัจจุบัน คุณยายมีอายุ 94 ปีเท่านั้น โดยจะตรงกับปี 2464

ทีมวิจัยใช้การสอบถามในทำนองเดียวกับตัวอย่างข้างต้นกับผู้ที่เราได้รับอนุญาตให้เข้าไปพูดคุยด้วย 45 คน เป็นชาย 7 คน และหญิง 38 คน พบว่า ผู้ที่เชื่อได้ว่าอายุถึงร้อยปีจริงมีอยู่ 20 คน (ชาย 2 คน หญิง 18 คน) หรือคิดเป็นร้อยละ 44.4 (ชาย ร้อยละ 29 หญิงร้อยละ 47) ร้อยละที่ได้ตรงนี้เป็น “ตัวคูณตัวที่สอง” ที่นำไปคูณกับค่าประมาณคนร้อยปีตามหลักฐานการทะเบียนที่คาดว่ายังมีชีวิตอยู่ เป็นรายเพศ กลุ่มอายุ และจังหวัด ได้เป็นค่าประมาณคนที่เชื่อว่าอายุถึง 100 จริงและยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งมีอยู่ราวหนึ่งพันเศษๆ เท่านั้น คิดเป็นร้อยละ 3.5 ของคนร้อยปีตามหลักฐานการทะเบียนทั้งหมด โดยเป็นหญิงมากกว่าชายประมาณ 4 เท่า

จากการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ และพบว่าอายุจริงนั้นไม่ถึงร้อยปีตามทะเบียน ทีมวิจัยได้ข้อสรุปดังนี้ 1) ประชาชนจะยึดถือเอาหลักฐานวันเดือนปีเกิดของบุคคลที่อยู่ในทะเบียนบ้านหรือในบัตรประจําตัวประชาชนเป็นข้อมูลที่แท้จริง 2) ผู้สูงอายุวัยปลายและคนร้อยปี มักจะจำอายุตนเองจากบุคคลสำคัญๆ เช่น พระเจ้าแผ่นดิน พระสงฆ์ที่ตนนับถือ เพื่อนบ้านที่เคยเที่ยวเล่นกันมาแต่เล็ก 3) ความผิดพลาดของอายุคนร้อยปี อาจเกิดขึ้นจากการแจ้งชื่อโดยผู้นำชุมชนในช่วงที่จะนำชื่อของคนในชุมชนไปใส่ในทะเบียนบ้าน จึงทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการรายงานวันเดือนปีเกิด และ 4) เมื่ออายุไม่ได้มีผลต่อการดำเนินชีวิต และเมื่อเคยแจ้งแก้ไขอายุให้ถูกต้องแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงปล่อยเลยตามเลย

 

(หมายเหตุ: ทีมนักวิจัยประกอบด้วย ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล รศ.ดร.ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ รศ.ดร.รศรินทร์ เกรย์ ผศ.ดร.จรัมพร โห้ลำยอง ผศ.ดร.ศุทธิดา ชวนวัน ฤทธิชัย สุทธิเสริม กาญจนา เทียนลาย และ สรินยา ไข่เขียว)

Since 25 December 2012