นานาสาระประชากร

ผมเป็นคนวัยชราแล้วนะครับ

ปราโมทย์ ประสาทกุล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 เดี๋ยวนี้บ่อยครั้งที่ผมนึกทบทวนชีวิตที่ผ่านมา แล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรามีอายุยืนยาวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

จุดที่ผมเกิดมาแล้ว และมีชีวิตรอดอยู่บนโลกใบนี้มาเป็นเวลายาวนานถึง 68 ปี ผ่านวัฏจักรของวันและคืนที่ดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วตกหมุนเวียนไปมากกว่า 24,000 ครั้ง ณ จุดนี้ ผมมีอายุมากพอที่จะไม่รู้สึกเคอะเขินเมื่อมีคนมาเรียกว่า “คุณปู่” หรือ “คุณตา” แต่อาจรู้สึกไม่รื่นหูนักหากมีคนมาเรียกผมว่า “ตาเฒ่า”

อายุเกือบ 70 ปีอย่างผมนี้เรียกว่าเป็น “ผู้สูงอายุ” ได้อย่างเต็มปากเต็มคํา อย่างน้อยผมก็มีอายุสูงกว่าอายุ 60 ปี ที่พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 กำหนดให้ข้าราชการเกษียณเพื่อรับบำเหน็จบำนาญได้และก็มีอายุมากกว่าอายุ 60 ปีตามนิยามความหมายของ “ผู้สูงอายุ” ที่กำหนดไว้เป็นเกณฑ์ในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546

ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้ความหมายของ “วัย” ว่าคือ “เขตอายุ ระยะของอายุ” และได้ให้ความหมายของ “วัยชรา” ว่าหมายถึง “วัยที่ต่อจากวัยกลางคน อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป” ความหมายของวัยชราตามพจนานุกรมทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย ผมมีอายุเกินเกณฑ์วัยชรามาตั้ง 8 ปี แล้วหรือนี่? วัยชรา หมายถึงวัยแก่มากที่สุดแล้ว และเป็นวัยท้ายสุด ตรงข้ามกับวัยทารกซึ่งเป็นวัยเริ่มต้นของชีวิต

ผมเคยเขียนเล่าไว้ในหนังสือ “คนห้าแผ่นดิน: ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต” (2550) เรื่องเกี่ยวกับการแบ่งคนออกเป็นวัยต่างๆ 6 ช่วงวัยในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 หรือราวร้อยปีก่อน 6 ช่วงวัยนี้ ได้แก่ (1) วัยอุ้ม หมายถึงทารกอายุตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงก่อนครบสองขวบ (2) วัยจูง หมายถึงเด็กเล็ก วัยถัดจากวัยอุ้ม อายุ 2 ถึง 3 ปี (3) วัยแล่น หมายถึงเด็กอายุราว 4 ปีไปจนถึง 10 ปี เด็กวัยนี้แข้งขาแข็งวิ่งเล่นซุกซนได้แล้ว (4) วัยรุ่น หมายถึงเด็กอายุ 11 ถึง 17 ปี เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กไปสู่วัยหนุ่มสาว (5) วัยสะกรรจ์ (ฉกรรจ์) หมายถึงคนที่มีอายุ 18 ถึง 49 ปี เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ทั้งหญิงและชาย แต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว เป็นช่วงวัยที่มีกำลังทำงานอย่างเต็มที่ (6) วัยชรา หมายถึงคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

เมื่อผมอยู่ในวัยจูงอุ้ม

ก่อนปี 2495 ผมอยู่ในวัยอุ้มและวัยจูง ผมลองนึกถึงความหลังครั้งกระนั้น เมื่อยังเป็นทารกและเป็นเด็กตัวน้อยๆ จึงยากที่จะจำอะไรได้ แต่จากคำบอกเล่าของแม่และญาติที่มีอายุมากกว่า ผมเกิดที่บ้าน มีพยาบาลผดุงครรภ์ซึ่งชาวบ้านก็ยกให้เป็นหมอมาทำคลอดให้แม่ที่บ้าน แม่เล่าว่า เมื่อคลอดผมออกมาแล้วก็เอา “รก” ที่ห่อหุ้มตัวผมขณะอยู่ในท้องแม่ ไปฝังไว้ใต้ต้นยอในสวนหลังบ้าน ที่ฝังรกใต้ต้นยอเป็นการเอาเคล็ดด้วยหวังว่าเมื่อผมโตขึ้น จะมีผู้สรรเสริญเยินยอ ซึ่งน่าจะได้ผลตามสมควร เพราะเมื่อผมยิ่งมีอายุมากขึ้น ก็ดูเหมือนจะยิ่งชอบลูกยอมากขึ้นตามไปด้วย ผมเคยเล่าเรื่องรกฝังใต้ต้นยอให้ลูกชายของผมฟัง ได้บอกเขาว่า ลูกยอเวลาสุกงอมจะมีกลิ่นเหม็นตุๆ ไม่น่าอภิรมย์เท่าไรนัก เหมือนคำเยินยอที่เราอาจได้รับ แท้ที่จริงแล้วก็ไม่ได้หอมหวาน แต่กลับจะมีกลิ่นเหม็นเสียด้วยซํ้า

เมื่อยังเป็นทารก ผมกินนมแม่ แต่จะกินอยู่นานเท่าไร และหย่านมเมื่อไรผมไม่รู้ ผมคงได้กินอาหารเสริมบ้าง น่าจะเป็นกล้วยน้ำว้ากับข้าวสุกบดละเอียด เริ่มกินเมื่อไรผมก็ไม่รู้อีกเช่นกัน ผมเชื่อว่าผมนอนเปลซึ่งแม่คงแกว่งไกวเห่กล่อมให้นอน ผมแน่ใจว่าแม่ใช้ผ้าอ้อมห่อตัวเป็นเหมือนกางเกงให้ผม และใช้ปูให้ผมนอน ที่เชื่อเช่นนั้นเพราะสมัยนั้นยังไม่มีผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่เรียกกันว่าแพมเพิร์สให้ใช้แล้วทิ้งได้เลย ดังนั้น แม่ก็ต้องซักผ้าอ้อมให้ผม (เพราะที่บ้านไม่มีคนรับใช้แม่ต้องทำงานบ้านเองทุกอย่าง)

 จำ.ได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเมื่อไม่สบาย ตัวร้อนเป็นไข้ แม่จะอุ้มผมไปให้ “ยายล้วน” กวาดยา ยายล้วนจะใช้นิ้วชี้จิ้มยาดํา แล้วล้วงเข้าไปในปาก ป้ายยาดำ.บนเพดานปากส่วนที่ลึกเข้าไปเกือบถึงลำคอ เหมือนกับยายล้วนจะท่องมนต์คาถางึมงำๆ กำกับด้วย ผมยังเล็กมากแต่ทำไมจึงจำฉากนี้ได้ชัดเจนนักก็ไม่รู้

แม่คงอุ้มผมไปไหนมาไหนตอนที่ผมยังเดินไม่ได้ ไม่รู้ว่าแม่อุ้มด้วย “ท่าเข้าสะเอว” หรือเปล่า ผมเคยเห็นเด็กผู้หญิงแถวบ้าน อายุราว 5-6 ขวบ แม่คงให้เลี้ยงน้องอายุน่าจะเกือบ 2 ขวบ เอาน้องเล็กตัวโตเกือบเท่าพี่เข้าสะเอวยืนร่วมวงดู “ปาหี่” ที่มาเล่นอยู่ที่หัวตลาด พี่ช่วยเลี้ยงน้องก็แบ่งเบาภาระของแม่ไปได้มาก แต่ดูเหมือนมีแต่พี่สาวเท่านั้นที่ต้องเลี้ยงน้อง พี่ชายอย่างผม แม้จะมีน้องแต่ก็ไม่ต้องเลี้ยงให้เสียเวลาเล่น

ผมมั่นใจว่าแม่ต้องอุ้มผม เพราะสมัยนั้น ยังไม่มีรถเข็นเด็ก โดยเฉพาะตามบ้านนอก ยังไม่เห็นมีใครเอาลูกใส่รถเข็นเด็ก หรือใส่ตะกร้าหิ้วไปไหนมาไหนอย่างที่เห็นกันเกร่อทุกวันนี้

ความหลังเมื่อครั้งยังเป็นทารกน้อยเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในความทรงจํา ความหลังในช่วงวัยนี้ของผมก็เป็นเพียงจินตนาการเท่านั้น

เมื่อผมอยู่ในวัยแล่น

ผมจำความชีวิตในช่วงวัย 4-10 ขวบได้ดีพอสมควร เมื่อยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ พื้นที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวก็กว้างใหญ่ บ้านที่อยู่แม้จะอยู่กันหลายคนก็ไม่รู้สึกคับแคบ บริเวณสวนหลังบ้านริมแม่น้ำ ในลำคลอง ตลาด ลานกว้างหน้าที่ว่าการอำเภอ ดูกว้างขวาง วันนี้เมื่อย้อนกลับไปดูสถานที่เหล่านั้น ทั้งบ้านที่เคยอยู่ ทั้งสวนที่เคยปีนต้นมะขามเทศขึ้นไปจับแมลงทับ ทั้งชายเลนริมน้ำที่เคยลุยโคลนและกระโดดน้ำเล่น และพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นเสมือนสนามเล่นในวัยเด็กของเราทำไมจึงแคบและเล็กมากได้ถึงขนาดนี้ มันเป็นความรู้สึกผกผันระหว่างอายุของเรากับขนาดของพื้นที่รอบตัว ยิ่งอายุมากขึ้น พื้นที่ก็กลับแคบลง

ผมผ่านชีวิตวัยแล่นมาอย่างเรียบง่ายแต่สนุกสนาน ผมเล่นเกมทุกอย่างที่เด็กผู้ชายบ้านนอกจะมีโอกาสเล่น ผมเล่นดีดลูกหิน ยิงกอง ทอยกอง (ยางหนังสะติ๊ก) ไพ่ยี่อิด (ไพ่เป็นรูปสารพัดที่พิมพ์บนกระดาษแข็ง เราซื้อมาเป็นแผ่นใหญ่เอามาตัดเป็นไพ่แต่ละใบแต่ละหมายเลขเอาเอง) หยอดหลุม เป่ากบ ตากระโดด กระโดดเชือก ล้อต๊อก ตี่จับ ซ่อนหา ไม้หึ่ง หมากเก็บ ตากะตัก (อีตัก ใช้เม็ดมะขามเทศ) ตีไก่ (ใช้หญ้าที่มียอดเป็นปุ่มสมมุติให้เป็นหัวไก่ เอามาผลัดกันฟาดให้หัวไก่ของคู่ต่อสู้ขาด) มอญซ่อนผ้า กาฟักไข่ แม่งู ฯลฯ

ผมจำ “อะไรเอ่ย...” ได้หลายคำถาม “อะไรเอ่ย เขียวเหมือนพระอินทร์ บินเหมือนนก ศรปักอก นกก็ไม่ใช่ อีกาก็ไม่ใช่” “อะไรเอ่ย เขียวชอุ่ม พุ่มไสว ไม่มีใบ มีแต่เม็ด” “อะไรเอ่ย ต้นเท่าครก ใบปรกดิน” “อะไรเอ่ย ต้นเท่าขา ใบวาเดียว” “อะไรเอ่ย ต้นเท่าลำเรือ ใบห่อเกลือไม่มิด” “อะไรเอ่ย ต้นเท่าแขน ใบแล่นเสี้ยว” “อะไรเอ่ย ตัวยาวหลายวา ออกลูกมาตัวนิดเดียว” “อะไรเอ่ย หุบเท่ากระบอก คลี่ออกเท่ากระด้ง” “อะไรเอ่ย สี่ตีนเดินมาหลังคามุงกระเบื้อง” “อะไรเอ่ย สองตีนเดินมาหลังคามุงจาก” แล้วก็...อีกมากมาย นึกถึงแล้ว ก็อดยิ้มไม่ได้

ย้อนหลังไปเมื่อผมมีอายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เป็นช่วงเวลาก่อนกึ่งพุทธกาล (ก่อน พ.ศ. 2500) หมู่บ้านของผมยังไม่มีไฟฟ้าใช้ กลางคืนเราได้แสงสว่างจากตะเกียง “อะไรเอ่ย นกกระปูดตาแดง น้ำแห้งก็ตาย” ผู้ใหญ่จะถามพวกเราเด็กๆ คำตอบคือ ตะเกียง เมื่อน้ำมันตะเกียงหมด ไฟก็ดับ ผมรู้จักตะเกียงรั้ว ตะเกียงลาน และตะเกียงเจ้าพายุซึ่งผมถือว่าเป็นเจ้าแห่ง ตะเกียง ทั้งขนาดที่ใหญ่กว่าตะเกียงชนิดอื่นและความสว่างที่เจิดจ้ากว่าใครๆ

 ผมจำได้ชัดเจน ภาพตัวเองนอนพังพาบกับพื้น อ่านหนังสือ คัดลายมือ โดยอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงรั้ว มีแม่นั่งอยู่ข้างๆ

เมื่อยังไม่มีไฟฟ้า ทีวีก็ยังไม่มี ตอนเด็กๆ ผมจะตื่นเต้นดีใจมากเมื่อมีรถหนังขายยาวิ่งไปทั่วหมู่บ้านว่าคืนนี้จะนำหนังกลางแปลงมาฉายที่หน้าอำเภอ รถหนังขายยาจะตั้งจอกันตั้งแต่ตอนบ่ายแก่ๆ พวกเราเด็กๆ ก็ไปสังเกตการณ์กันตั้งแต่จอเริ่มตั้งเลยทีเดียว ผมรู้จักพยาธิตัวตืด พยาธิปากขอ ก็จากที่รถหนังขายยาใส่ขวดโหลแสดงไว้ให้ดูประกอบการโฆษณายาถ่ายพยาธินี่เอง พวกเราโดยเฉพาะคนที่โตหน่อยก็จะหอบเสื่อจากบ้านไปปูจองที่หน้าจอหนัง คนที่มากับรถขายยามีแค่สองสามคน แต่พวกเขาทำกันได้ทุกอย่าง ตั้งแต่วิ่งรถประกาศเชิญชวนให้มาดูหนัง ตั้งจอ ตั้งโต๊ะวางสินค้า ฉายหนัง พากษ์ (คนเดียว พากษ์ได้ทุกเสียง ทุกเพศ ทุกวัย) ผมจำไม่ได้ว่าเขาพูดคำว่า “อัศจรรย์” ว่าหมายถึงสินค้าอะไร “อัด-สะ-จอ-รอ-หัน-การันต์-ยอ อัด-สะ-จัน-จริงหนอ-ยอ-การันต์” และทำไม ผมจึงจำคำนี้ได้อย่างฝังใจจนบัดนี้ก็ไม่รู้

สันทนาการของคนบ้านนอกเมื่อ 60 ปีก่อนก็มีอยู่แค่นี้ นอกจากหนังกลางแปลงเป็นครั้งคราวแล้ว ก็มีงานประจำปีของวัดประจำหมู่บ้าน หรืองานวัดของพื้นที่อื่นๆ งานวัดที่ยิ่งใหญ่ต้องเป็นงานฝังลูกนิมิตที่ฉลองกัน 7 วัน 7 คืน วัดบ้านผมมีงานฝังลูกนิมิตเมื่อผมอายุประมาณ 5 ขวบ ที่ประมาณอายุได้เพราะมีรูปที่แม่คงจัดการให้ลูก 3 คน (ในตอนนั้น) ถ่ายด้วยกัน ผมคนโตสุดยืน น้องสาวรองลงมายืน น้องชายคนที่สามอายุไม่เกิน 1 ขวบนั่งเก้าอี้หวาย อายุน้องคนที่สามทำ.ให้ประมาณอายุของพี่ทั้งสองได้ ในงานฝังลูกนิมิตคราวนั้น ผมจำได้ว่ามีทั้งลิเก ภาพยนตร์ มีการออกร้านมากมาย ร้านที่ผมเข้าไปดูมีร้าน “เมียงู” ซึ่งมี “กาขาวขันได้ (ด้าย)” มาวางให้ดูเป็นของแถม ร้านถ่ายรูปที่มีฉากเป็นสถานีรถไฟเชียงใหม่และหัวหิน มีร้าน “ไอ้ด่างเกยไชย” โรงละครลิง รถ(มอเตอร์ไซค์)ไต่ถัง และกระทั่ง “ระบำ จ้ำ บ๊ะตาหรั่ง” ที่ตั้งโรงอยู่นอกวัด

เมื่อผมยังเป็นเด็กวัยแล่น หมู่บ้านผมยังไม่มีน้ำประปา เราใช้น้ำฝนเพื่อดื่มในช่วงเวลาที่น้ำในแม่น้ำบางปะกงยังจืด ชาวบ้านใช้น้ำในแม่น้ำลำคลองเพื่ออาบและชำระล้าง บ้านผมโชคดีที่มีพื้นที่ เราขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ เราเก็บน้ำฝนเพื่อดื่มกินไว้ในถังซีเมนต์และโอ่งน้ำนับสิบใบ เราจึงไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำกินน้ำใช้ในเวลาหน้าแล้ง ซึ่งน้ำในแม่น้ำก็กร่อยเค็มจนเอามาใช้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผมรู้ว่าชาวบ้านเดือดร้อนมากเรื่องน้ำเพื่อบริโภค ในฤดูแล้งเกือบทุกปีจะเห็นทางการเอารถขนน้ำมาแจกชาวบ้าน หลายครั้งที่ผมเห็นคนขนน้ำมาขายให้ชาวบ้านร้านตลาด

ผมขอย้อนความหลังไว้แค่ชีวิตในวัยแล่นเท่านี้ก่อน “ประชากรและการพัฒนา” ฉบับต่อไป ถ้าไม่ลืม ผมก็จะขอเล่าความหลังของชีวิตในวัยรุ่นและวัยสะกรรจ์ ส่วนชีวิตวัยชรานั้นคงไม่ต้องพูดถึง เพราะวัยนี้ไม่ใช่ความหลัง หากแต่เป็นเรื่องปัจจุบันอยู่ทุกวันนี้

Since 25 December 2012