เวทีวิจัยประชากรและสังคม

การวิจัยแบบผสม (Mixed methodology)

โยธิน แสวงดี This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

การวิจัยแบบผสม (Mixed methodology) เป็นวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ ที่ผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการบูรณาการแนวคิดแบบปฏิฐานนิยม (Positivism) เข้ากับแนวคิดแบบปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) เริ่มจากการวิจัยเชิงปริมาณของนักวิจัยทางสังคมวิทยาที่มุ่งค้นหาต้นเหตุของการไม่ใช้วิธีการคุมกำเนิดของคู่สมรส พร้อมๆ กับพัฒนาการของการวิจัยด้านการวัดและประเมินผลของงานวิจัยด้านศึกษาศาสตร์ที่ต้องการทราบผลการดำเนินงานในการส่งเสริมการเรียนการสอนอย่างละเอียดที่เน้นการวัดและการประเมินผล การวิจัยแบบผสม ใช้มากในกลุ่มนักวิจัยเชิงปริมาณ

การออกแบบการวิจัยแบบผสมแตกต่างจากการออกแบบการรวบรวมข้อมูลในลักษณะพหุวิธี (Multiple Methods) ที่ให้ความสำคัญกับการรวบรวมข้อมูลหลายแหล่ง เช่น การใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากหลายแหล่งข้อมูล อาทิ ข้อมูลแหล่งน้ำชลประทาน ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ข้อมูลปริมาณน้ำท่า ข้อมูลจากภาพถ่ายทางอากาศ ข้อมูลจากการสำรวจและกดพิกัดที่ตั้ง ข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิ เช่น การสำรวจครัวเรือน และการใช้ข้อมูลจากการวิจัยเชิงคุณภาพ

เป้าหมายการออกแบบการวิจัยแบบผสมคือ 1 เพื่อเป็นการยืนยัน และตรวจสอบผลการวิจัย ที่เรียกว่า “Confirmation” และ “Triangulation” ภายใต้หลักการว่า เรื่องเดียวกัน หากใช้วิธีการต่างกันต้องได้ข้อค้นพบที่ตรงกัน ในเป้าหมายนี้นิยมออกแบบการวิจัยแบบขนานที่ทำไปทั้งสองระเบียบวิธีการวิจัยพร้อมกันในพื้นที่ (Quantitative+Qualitative)

เป้าหมายที่ 2 คือ การออกแบบการวิจัยที่เริ่มศึกษาหรือทำการทดลองด้วยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณก่อนและได้ข้อค้นพบที่โดดเด่นน่าสนใจในบางประการแต่นักวิจัยต้องการอธิบายเสริมให้ชัดเจน มีรายละเอียดในการอธิบายปรากฏการณ์เชิงตัวเลขที่ได้จากผลการวิจัยจากเชิงปริมาณ ไม่ประสงค์จะใช้วรรณกรรมหรือผลการวิจัยที่ผ่านมาร่วมอธิบายเนื่องจากเป็นข้อค้นพบใหม่เพราะพฤติกรรมทางสังคมตลอดจนเหตุการณ์ มีการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว จึงต้องการนำข้อค้นพบจากการวิจัยเชิงคุณภาพไปเสริมให้ได้รายละเอียดมากขึ้น (Quantitative + Qualitative) เป็นลักษณะการอธิบายเสริมข้อค้นพบที่แสดงให้ทราบถึงเหตุผลปรากฏการณ์ที่พบจากผลการวิจัยในเชิงปริมาณเพื่อให้เข้าใจเพิ่มมากขึ้น โดยในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Complementarily”

เป้าหมายที่ 3 คือ เน้นการออกแบบที่ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพนำ (Qualitative+Quantitative) เนื่องจากประสงค์ให้นักวิจัยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพค้นหาโจทย์วิจัย คำถามวิจัย หรือค้นหาชุดความรู้จากสนามในลักษณะการค้นหาความรู้ที่เป็นความจริงจากแหล่งต้นตอรากเหง้าของข้อมูล เน้นการเก็บข้อมูลที่แหล่งปรากฏการณ์ตามหลักการ “Grounded Theory” หลังจากที่ได้ความรู้จากการวิจัยเชิงคุณภาพอย่างสมบูรณ์จึงจะนำชุดความรู้ที่ได้มาพัฒนาเป็นกรอบแนวความคิด (Theoretical Framework) ในการวิจัยเชิงปริมาณ พร้อมกับนำไปใช้สำหรับพัฒนา เช่น แบบสอบถาม วิธีการสร้างดัชนี หรือตัวแปรใหม่ๆ ในขั้นตอนนี้จะนิยมเรียกว่า “Development”

เป้าหมายที่ 4 คือ เริ่มต้นด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative method+Qualitative method) ลักษณะคล้ายกันมากกับการออกแบบการวิจัยในเป้าหมายที่ 2 แต่ในเป้าหมายที่ 4 เน้นที่การขยายความให้มีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้นจากข้อค้นพบเชิงปริมาณ เป็นการขยายความรู้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Expansion” เน้นทำการวิจัยเชิงคุณภาพหลังจากที่ได้ข้อค้นพบเชิงปริมาณ และเลือกข้อค้นพบที่สำคัญบางรายการมาเจาะลึกด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ในกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเดิมที่เคยเป็นผู้ตอบแบบสอบถามเชิงปริมาณ ทั้งนี้ ระยะเวลาในการศึกษาเชิงคุณภาพต้องไม่ห่างจากการวิจัยเชิงปริมาณ ที่นิยมใช้มักจะมีระยะเวลาห่างจากที่ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณไม่เกิน 3 ปี

เป้าหมายที่ 5 คือ เน้นการค้นหาปัญหาวิจัย ประเด็นการวิจัย โจทย์วิจัย ตลอดจนคำถามการวิจัย รูปแบบจะคล้ายกับเป้าหมายที่ 3 แต่ในขั้นตอนนี้จะเรียกว่าเป็นการเริ่มต้นเพื่อนำไปสู่การเปิดประเด็นเพื่อค้นหาปัญหาวิจัยใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยศึกษามาก่อน ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Initiation” เน้นการเข้าสู่แหล่งปรากฏการณ์ที่คาดว่ามีปัญหาการวิจัยตามที่นักวิจัยสนใจเพื่อให้ได้ประเด็นวิจัยหรือคำถามการวิจัยด้วยการใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพนำ แล้วตามด้วยระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Qualitative +Quantitative) ในขั้นตอนนี้นิยมใช้มากในกลุ่มนักวิจัยที่ประสงค์ค้นหาต้นเหตุ (Cause) ที่นำไปสู่พฤติกรรมใหม่ๆ ในสังคม (Consequences) หรือ ค้นหาพฤติกรรมที่เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ของพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่อาจนำไปใช้เป็นทั้งตัวแปรอิสระและตัวแปรตามสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณในอนาคต หัวใจที่สำคัญตามเป้าประสงค์นี้คือ ระยะห่างของการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพจะห่างกันไม่เกิน 2 ปี เนื่องจากพฤติกรรมอาจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว หากทำการวิจัยเชิงปริมาณช้าอาจไม่พบประเด็นที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างการวิจัยแบบผสมที่ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ที่ผ่านมา ได้แก่ การวิจัยที่เน้นในเรื่องการเลือกวิธีการคุมกำเนิดของชาวชนบทอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ การวิจัยเกี่ยวกับการเป็นหนี้นอกระบบของเกษตรกรลูกค้าธ.ก.ส. โครงการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพของประชาชนไทยของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นต้น การวิจัยทั้งหมดนี้มีการออกแบบการวิจัยแบบผสมทั้งในลักษณะของการเน้นการยืนยันข้อค้นพบเมื่อใช้ระเบียบวิธีที่ต่างกัน บางโครงการเน้นการนำข้อค้นพบเชิงคุณภาพไปอธิบายข้อค้นพบเชิงปริมาณในลักษณะ “Complementarily” ขณะที่บางโครงการเป็นแบบการนำข้อค้นพบในเชิงคุณภาพไปขยายความให้ละเอียดมากขึ้น “Expansion” และบางโครงการเริ่มต้นด้วย “Development” แต่ยังไม่มีโครงการใดทำการวิจัยตามเป้าประสงค์ “Initiation”


เอกสารอ้างอิง

Entwisle B., R. Rindfuss, A. Chamratritthirong, S. Curran, and Y.Sawangdee (1996). “Community and contraceptive method choicein Nang Rong, Thailand”. Demography, Vol. 33, No. 1

Greene C.  J, Valerie J. Caracelli, and Wendy F. Graham (1989). “Toward a Conceptual Framework for Mixed-Method EvaluationDesigns” Educational Evaluation and Policy Analysis, Vol. 11, No. 3.

Since 25 December 2012