ประเด็นประชากรที่น่าสนใจ

เลี้ยงลูกให้เก่ง...ความกดดันของพ่อแม่ยุคปัจจุบัน

มนสิการ กาญจนะจิตรา This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

บทความในฉบับที่แล้วได้พูดถึงสาเหตุที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญคือความรู้สึกว่าเด็กสมัยนี้เลี้ยงยาก ในบทความฉบับนี้ จะมาเจาะลึกว่า ทำไมเด็กสมัยนี้จึงเลี้ยงยากกว่าสมัยก่อน

หากมองกันอย่างผิวเผิน พ่อแม่สมัยนี้น่าจะสบายกว่าแต่ก่อน ฐานะของครอบครัวดีขึ้น การแพทย์พัฒนาไปมาก เมื่อลูกเจ็บป่วยก็สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที ความรู้เรื่องการเลี้ยงดูเด็กมีแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะทางอินเทอร์เน็ตที่มีข้อมูลตอบพ่อแม่ได้ทุกข้อสงสัย มีเครื่องอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีมากมาย ที่เป็นตัวช่วยในการเลี้ยงลูก แต่จากการสัมภาษณ์พ่อแม่จำนวนหนึ่งในงานวิจัยประเด็นการสร้างครอบครัว พบว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนสมัยนี้มองว่าการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องยาก คือการที่สังคมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความ “เก่ง” “ฉลาด” และ “เป็นเลิศ” ของเด็กในทุกๆ ด้าน

ด้วยสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันมีพ่อแม่จำนวนน้อยลงที่มีลูกไว้เพื่อช่วยทำงาน ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ได้จากการมีลูกในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เรื่องกำลังแรงงาน หากแต่เป็นคุณค่าทางด้านจิตใจมากขึ้น ลูกเป็นสิ่งที่มาช่วยเติมเต็มความฝันของพ่อแม่ ลูกจึงเปรียบเสมือน “ถ้วยรางวัล” เพื่อความภาคภูมิใจสำหรับพ่อแม่

เมื่อพูดถึง “ความเก่ง” สังคมไทยมีค่านิยมเรื่องความเก่งด้าน “วิชาการ” เป็นหลัก เด็กเล็กๆ ที่นับเลขได้ บวกเลขหลายหลักได้ ฟังและพูดได้หลายภาษา อ่านและเขียนหนังสือได้ตั้งแต่ก่อนชั้นอนุบาล เป็นสิ่งที่จะได้ยินพ่อแม่ในสังคมไทยกล่าวถึงเป็นประจำ และเมื่อลูกอยู่ในวัยเรียน ความมุ่งหวังของพ่อแม่คือให้ลูกมีผลการเรียนดีเยี่ยม เพื่อปูทางไปสู่การเข้ามหาวิทยาลัย และใบปริญญาที่จะเบิกทางสู่อนาคตอันสดใสต่อไป

แต่จะเลี้ยงลูกให้เก่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ พ่อแม่ต้องเป็นผู้สรรหากิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อผลักดันให้ลูกมีพัฒนาการไม่น้อยหน้าไปกว่าลูกคนอื่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นเด็กเรียนพิเศษกันตั้งแต่ยังไม่เข้าเรียนชั้นอนุบาล

 

การเน้นความเป็นเลิศเช่นนี้สร้างความกดดันให้กับพ่อแม่ยุคใหม่อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ หลายคนเห็นการแข่งขันของเด็กสมัยนี้ก็อดสงสารเด็กไม่ได้ เลยตั้งใจว่าจะไม่กดดันลูกตัวเองมากจนเกินไป ขอเพียงให้ลูกมีความสุข มีพัฒนาการที่สมวัยก็พอใจแล้ว แต่สังคมรอบตัวนั้นมีอิทธิพลมากกว่าที่เราคิด

จากการสัมภาษณ์ มีพ่อแม่คู่หนึ่งที่ตั้งใจว่าจะไม่ส่งลูกสาววัย 7 ขวบไปเรียนพิเศษ เพราะอยากให้ลูกได้ใช้เวลาว่างเล่นตามประสาเด็กมากกว่า เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ลูกสาวเริ่มไม่ชอบเรียนหนังสือเพราะรู้สึกตัวเองเก่งสู้เพื่อนในห้องเรียนเดียวกันไม่ได้ เพื่อนๆ คนอื่นตอบคำถามคุณครูได้เพราะได้ไปเรียนเสริมมา แต่ตนเองกลับตอบไม่ได้อยู่คนเดียว ลูกสาวเริ่มหมดความเชื่อมั่นในตัวเอง มองตัวเองเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง และหมดสนุกกับการเรียน ในที่สุดพ่อแม่คู่นี้จึงตัดสินใจส่งลูกไปเรียนพิเศษเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เพื่อให้ลูกเรียนทันเพื่อน และมีกำลังใจขึ้น จะเห็นว่า แม้พ่อแม่คู่นี้ไม่เห็นด้วยกับค่านิยมของสังคม แต่ในที่สุดก็หนีไม่พ้นค่านิยมนี้

จากการพูดคุยกับพ่อแม่ที่มีพื้นฐานครอบครัวต่างๆ กัน พบว่ายิ่งพ่อแม่ที่มีหน้าที่การงานดี มีฐานะดี ยิ่งมีความคาดหวังต่อลูกสูง สิ่งที่พบคือพ่อแม่มักใช้ตัวเองเป็นเกณฑ์ คืออย่างน้อยที่สุดก็คาดหวังให้ลูกต้องเก่งไม่น้อยไปกว่าตัวเอง ความหวังจึงไม่ใช่เพียงให้ลูกได้ใบปริญญา แต่ต้องเป็นใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ จบมาด้วยเกียรตินิยม ในสาขาที่เป็นที่ยอมรับและเป็นที่ต้องการของสังคม

เมื่อค่านิยมของสังคมไทยมุ่งเน้นความเป็นเลิศของเด็กเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่คู่สามีภรรยาหลายคู่ถอดใจ ขอไม่มีลูกเลยเสียดีกว่า จะได้ไม่ต้องส่งลูกลงสนามแข่ง จะได้ตัดความกังวลว่าลูกตัวเองจะสู้คนอื่นไม่ได้ ไม่ต้องทุกข์ใจทั้งตนเองและลูก

ดังนั้น คนในสังคมไทยต้องตั้งคำถามแล้วว่า ทำไมเราจึงให้ความสำคัญกับ “ความเก่ง” มากถึงเพียงนี้ คุณค่าความเป็นคนไม่ควรจะวัดกันที่ความเก่ง สังคมที่ดีไม่ได้เกิดจากการสร้างคนเก่งเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรมุ่งเน้นในเรื่องความเก่ง แต่จะทำอย่างไรให้สังคมให้คุณค่าในด้านอื่นๆ มากขึ้น เช่น การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี มีความสุข ไม่เห็นแก่ตัว มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีจิตสาธารณะ เป็นต้น เพื่อนำไปสู่สังคมไทยที่มี “คุณภาพ” ซึ่งนอกจากจะเป็นผลดีต่อทั้งพ่อแม่และตัวเด็กเองแล้ว จะช่วยให้สังคมของเราน่าอยู่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

Since 25 December 2012