นานาสาระประชากร

ตายอย่างมีคุณภาพ

ปราโมทย์ ประสาทกุล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

“ปีใหม่ ใช่จะมีชีวิตใหม่    เพียงชีพเก่าหมดไปอีกปีหนึ่ง

เกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้คำนึง          เพียงเข้าถึงปรมัตถ์สัจธรรม

ให้เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปเถิด     กาลบังเกิดใหม่เก่าทุกเช้าค่ำ

  ครองสติสัมปชัญญะเป็นประจำ     เก่าไฉน ใหม่ฉนำ ไม่สำคัญ”

          ผมแต่งกลอนบทนี้ขณะขับรถคนเดียวจากบางปะกงกลับบ้านศาลายาในค่ำคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2558 คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายของปี อีก 3-4 ชั่วโมงก็จะขึ้นปีใหม่ 2559 คนไทยจำนวนหนึ่งกำลังเตรียมนับถอยหลังเพื่อโห่ร้องต้อนรับวินาทีแรกของปีใหม่ คนไทยอีกจำนวนไม่น้อยเข้าวัดเตรียมร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี และคงมีคนไทยจำนวนมากไม่ยินดียินร้ายกับคืนสุดท้ายของปี โดยยังคงทำกิจวัตรของตนไปตามปกติ

          หลายปีมาแล้วที่ผมไม่ให้ความสำคัญมากนักกับวันส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ บางทีก็สงสัยตัวเองว่าเป็นเพราะอายุมากขึ้นหรืออย่างไร ความรู้สึกต่อวันปีใหม่จึงเปลี่ยนไป คิดถึงเมื่อตอนเป็นเด็กวัยรุ่น ผมเคยตื่นเต้นสนุกสนานในคืนวันขึ้นปีใหม่ ปีหนึ่ง เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เทพศิรินทร์ชวนผมซื้อตั๋วเพื่อเข้าดูภาพยนต์ข้ามปีที่เฉลิมกรุง ตั๋วสำหรับที่นั่งสองแถวหน้าใกล้ชิดดาราบนจอราคาเพียง 5 บาท ปีหนึ่ง เพื่อนชวนไปเดินลาปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่สนามหลวง ยังเป็นเด็กเล็กก็เพลิดเพลินกับการดูหนุ่มสาวกระเซ้าหยอกเอินกัน เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน มีการจุดพลุ ต่างเปล่งเสียงไชโยโห่ร้องรับปีใหม่กันอึงคะนึง เมื่อเป็นหนุ่ม ทั้งหนุ่มน้อยและหนุ่มใหญ่ บ่อยครั้งที่ผมกับผองเพื่อนตั้งวงเหล้าสนุกสนานเฮฮากันข้ามปี ในวงเหล้า พวกเราคุยกันอย่างออกรส ต่อปากต่อคำกันอย่างแหลมคม เราร้องเพลงกันโดยไม่ต้องมีเครื่องดนตรีประเภทเป่า ดีด สี มีแต่มือ ตะเกียบ ช้อนเคาะโต๊ะ เคาะจาน หรือตีแก้ว เมื่อถึงเที่ยงคืน เราก็ร้องต้อนรับปีใหม่ได้อย่างเริงรื่นเช่นกัน

          ปีใหม่ใช่จะมีชีวิตใหม่....

          เมื่อหลายๆ ปีก่อน สมัยเมื่ออายุยังน้อย (กว่านี้) ผมเคยถือเอาวันปีใหม่เป็นเส้นแบ่งกาลเวลาที่สำคัญ ผมมักจะรอปีใหม่เพื่อตั้งใจที่จะเริ่มหรือเลิกพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ปีใหม่จะเริ่มทำงานนั้นงานนี้ให้สำเร็จ ปีใหม่ จะลืมเรื่องที่รบกวนจิตใจเรื่องนั้นๆ ที่มีอยู่ในปีเก่าให้หมดไป แต่ส่วนมาก เมื่อถึงปีใหม่เข้าจริงๆ

ก็มักทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ จนปีที่เรียกว่าใหม่ค่อยๆ เก่าลงเรื่อยๆ ในที่สุดปีนั้นก็กลายเป็นปีเก่าที่ต้องอำลากันเพื่อต้อนรับปีใหม่ปีต่อไป โดยที่เกือบไม่ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้เลย

          แต่เมื่อหลายๆ ปีมานี้ ผมรู้สึกว่าวันปีใหม่ไม่ใช่เส้นแบ่งเวลาที่สำคัญอะไรนัก ในชีวิตของคนเรา จะมีเวลาเก่า-ใหม่ เช่น ชั่วโมง วัน เดือน และปีเก่า-ใหม่ เกิดขึ้นตลอดเวลา “เก่าไฉน ใหม่ฉนำ ไม่สำคัญ” ขึ้นปีใหม่ก็เป็นเพียงเลขปีศักราชเพิ่มขึ้นอีกหน่วยหนึ่ง ปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมานี้ เลขพุทธศักราชได้เพิ่มจาก 2558 เป็น 2559 เมื่อเอาตัวเลขปีที่เพิ่มขึ้นมาผูกโยงเข้ากับชีวิตของตัวเอง ผมก็ได้สติว่า ขึ้นปีใหม่เท่ากับตัวเลขอายุของเราเพิ่มขึ้นอีกปีหนึ่ง หรือเท่ากับว่าชีวิตของเราหมดไปอีกหนึ่งปีแล้ว

          ผมเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากจะมีอายุยืนถึง 80 ปี ไม่ได้หวังสูงถึงขั้นอยากจะมีชีวิตอยู่ถึง 100 ปีจนได้ชื่อว่าเป็นศตวรรษิกชน ถ้าหากผมจะหยั่งรู้อนาคตว่าชีวิตผมจะสิ้นลงที่อายุ 80 ปีตามที่ตั้งเป้าไว้จริง ก็แทบไม่น่าเชื่อว่า เมื่อถึงวันนี้ หมุดหมายอายุ 80 ปีก็อยู่ใกล้เข้ามามากแล้ว ผมจะมีโอกาสได้ชื่นชมท้องฟ้าที่ฉาบด้วยสีส้มแดงยามตะวันจะลาลับจากเหลี่ยมเขา ทิวไม้ ทุ่งนาไร่ ฝั่งชายน้ำ หรือสุดขอบฟ้ามหาสมุทร อีกเพียงประมาณสี่พันห้าร้อยครั้งเท่านั้นเอง

          แต่จริงๆ แล้ว ไม่มีใครกำหนดอายุของตนเองได้ แน่นอนว่าทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย อายุขัยของคนเราก็ประมาณ 100 ปีเท่านั้น และอย่างมากสุดก็ไม่เกิน 120 ปี แต่เรากำหนดล่วงหน้าไม่ได้ว่าจะตายเมื่ออายุเท่านั้นเท่านี้ พระท่านจึงบอกให้เราตั้งตนอยู่ด้วยความไม่ประมาท วันนี้ยังเห็นกันอยู่ พรุ่งนี้ก็ลาโลกไปเสียแล้ว

          ความจริง เป้าหมายอายุ 80 ปีของผมนั้น ก็มีสถิติข้อมูลเกี่ยวกับอายุของคนไทยมาเป็นฐานรองรับอยู่พอควร พวกเรานักประชากรศาสตร์ที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคมได้คาดประมาณว่า ปี 2559 นี้ อายุคาดเฉลี่ยตั้งแต่เกิดจะอยู่ที่ราว 75 ปี โดยที่ผู้หญิงจะมีอายุคาดเฉลี่ย 79 ปี และผู้ชายมีอายุคาดเฉลี่ยตั้งแต่เกิด 71 ปี ที่น่าสนใจคือ เมื่อเราผ่านความเสี่ยงของชีวิตในวัยทารก วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน มาจนอายุ 60 ปีแล้ว ผู้หญิงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกโดยเฉลี่ย 23 ปี และผู้ชายจะมีชีวิตเหลืออยู่อีก 20 ปี หากเรามีชีวิตอยู่ต่อไปอีกจนถึงอายุ 65 ปี ผู้หญิงจะอยู่ต่อไปได้อีกเฉลี่ย 19 ปี และผู้ชายจะอยู่ได้อีก 16 ปี ตัวเลขจำนวนปีที่เหลืออยู่สำหรับคนอายุรุ่นเดียวกับผมก็จะอยู่ในราวๆ นี้ คือเฉลี่ยประมาณ 13-14 ปี

          แม้ผมจะยอมรับสัจธรรมที่ว่าตัวเองอาจตายเมื่อไรก็ได้ก่อนอายุ 80 ปีตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ แต่ก็คิดอยู่เสมอว่าผมมีโอกาสมากทีเดียวที่จะมีชีวิตอยู่เกิน 80 ปี และมีโอกาสไม่น้อยที่จะอยู่ยาวไปจนอายุเกินหลักเก้าสิบ ผมเคยลองคำนวณดู เมื่อ 50 ปีก่อน คนเกิดปีเดียวกันจะมีชีวิตรอดอยู่จนถึงอายุ 90 ปีมีเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ คนเกิดปีเดียวกับผม 100 คน อย่างน้อย 10 คนจะมีอายุยืนยาวถึง 90 ปี และอีก 20-30 ปีข้างหน้า คนไทยที่เกิดปีเดียวกัน 100 คนจะมีราว 40 คนที่อายุถึง 90 ปี

          อยากให้อายุยืนอย่างมีคุณภาพ

          ดูเหมือนเราจะยอมรับกันทั่วไปแล้วว่าประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างชัดเจนแล้ว เดี๋ยวนี้คนไทยอายุยืนยาวขึ้นมาก คนไทยโดยทั่วไปมีสุขภาพดีขึ้น เราจะเห็นผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นในสถานที่สาธารณะต่างๆ ภาพสังคมสูงวัยที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ทำให้คนรุ่นต่อๆ มา ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุแล้วและยังไม่เป็น ได้มองเห็นภาพของตนเองในอนาคต คนรุ่นหลังต่อๆ มาจะมองเห็นชัดเจนว่าตนเองมีโอกาสสูงที่จะมีอายุยืนจนถึง 80-90 ปี แต่ก็ใช่ว่าภาพสังคมสูงวัยจะสวยงามไปเสียทั้งหมด ภาพผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง ผู้สูงอายุที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเจ็บป่วยจนต้องนอนติดเตียงช่วยตัวเองไม่ได้ ภาพผู้สูงอายุที่สมองเสื่อม เป็นโรคอัลไซเมอร์ ฯลฯ ภาพเหล่านี้ย่อมทำให้คนรุ่นหลังกังวลใจอยู่ไม่น้อย

          ผมเคยคุยกับเพื่อนๆ เรื่องชีวิตยามชรา ทุกคนเห็นพ้องกันว่าถ้าตนเองมีอายุยืนยาวไปจนถึง 90-100 ปี แต่อยู่ในสภาพที่นอนเป็นผักอยู่ในเตียง อย่างนั้นก็ขอตายเสียดีกว่า คนเราไม่ว่าจะมีอายุสูงสักเท่าไร แต่ถ้าสมองยังทำงานและสติสัมปชัญญะยังดีอยู่ การต้องเป็นภาระของคนอื่น จะขับถ่าย เข้าห้องน้ำ หรือกินข้าว ดื่มน้ำเองไม่ได้ ย่อมทำให้รู้สึกเสียศักดิ์ศรีและไม่สบายใจ ทุกคนเห็นตรงกันว่า อายุยืนอย่างมีสุขภาพสำคัญที่สุด และเมื่อถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ก็ขอให้จากไปโดยไม่ต้องผ่านช่วงเวลาที่ต้องทนทุกข์ทรมาน

          ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเผชิญสภาพที่ต้องนอนติดเตียง ช่วยตัวเองไม่ได้ในบั้นปลายของชีวิต ความจริง สภาพเช่นนี้บางครั้งไม่ได้บังเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หากแต่ถูก “บังคับ” ให้เป็นไปเช่นนั้น ช่วงสุดท้ายชีวิตของหลายคนถูกยื้อไว้ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือเวชภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ สายระโยงระยาง เช่น ท่อส่งอาหารเข้าร่างกาย ท่อระบายของเสีย สายท่อช่วยหายใจ ช่วยประคองลมหายใจมิให้หมดไปทั้งๆ ที่เขาอาจหมดความรู้สึก หรือจิตวิญญาณอาจจากร่างไปแล้ว

          ชาวธิเบตมีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ ความตายเป็นเรื่องไม่น่ากลัว ความตายเป็นการเปลี่ยนผ่านของจิตวิญญาณจากร่างกายหนึ่งไปกำเนิดเป็นอีกร่างกายหนึ่ง พวกเขาเชื่อว่าร่างกายของคนเราเปรียบเสมือนเสื้อผ้าอาภรณ์ เมื่อเสื้อผ้าอาภรณ์หมดสภาพจนใช้การไม่ได้ จิตวิญญาณก็จากไป การตายจึงเป็นเหมือนกับการเปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้น

 

รูปจาก www.blog.eduzones.com

          ผมกำลังคิดจะทำ “พินัยกรรมชีวิต” ไว้สักฉบับ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของตนเองว่า ผมไม่ต้องการถูกบังคับให้ชีวิตยืนยาวออกไปอย่างผิดธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาวิกฤติในช่วงสุดท้ายของชีวิต ผมจะเขียนไว้ในพินัยกรรมชีวิตระบุเจตนาให้ผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดทั้งหลายตัดสินใจปล่อยร่างกายของผมให้หมดสภาพไป จิตวิญญาณของผมจะได้ไปแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่

          เดี๋ยวนี้ ปีใหม่ไม่มีความสำคัญสำหรับผม ไม่ว่าจะขึ้นปีใหม่แบบสากลที่เริ่มต้นในเดือนมกราคม หรือจะเป็นปีใหม่ไทยที่เริ่มในวันสงกรานต์กลางเดือนเมษายน ต่างก็มีค่าเท่ากับชีวิตเก่าของผมหมดไปอีกปีหนึ่ง วันนี้ ผมได้เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้ว ผมเหลือเวลาอีกราว 4,500 วัน หรืออาจจะอยู่ต่อไปได้อีกนานถึงหมื่นวัน หรืออาจผลุนผลันจากไปในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ แต่ไม่ว่าจะเมื่อไร ผมก็ไม่อยากให้มีช่วงเวลาวิกฤติที่ต้องนำ “พินัยกรรมชีวิต” ที่ผมทำไว้มาตีความ ผมอยากให้ตัวเองจากไปอย่างสุขสงบและมีศักดิ์ศรี ไม่ทุกข์ทรมานก่อนตาย เช่น นอนหลับแล้วหลับไปเลย หรืออยู่ดีๆ ชีวิตก็วูบดับไป ... ผมเชื่อว่าคนเราถ้ายังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ก็คงคิดคล้ายๆ กัน ที่อยากให้ช่วงสุดท้ายของชีวิตเป็นเช่นนี้

          จะประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไรดีล่ะ เพื่อให้ตัวเองตายอย่างมีคุณภาพ สุขสงบ และมีศักดิ์ศรี...ผมถามตัวเอง และอยากให้พวกเราทุกคนถามตัวเองด้วยเช่นกัน.

Since 25 December 2012