เวทีวิจัยประชากรและสังคม

การสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของผู้สูงอายุไทย:
ชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุจังหวัด

กมลชนก ขำสุวรรณ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

          ภาพลักษณ์ของผู้สูงอายุตามความเข้าใจทั่วๆ ไป คือ ผู้ที่มีหลังโกง ผมสีขาว หูตึง ตามองไม่ชัด ฟันหลุด เคลื่อนไหวช้า ขี้หลงขี้ลืม มีโรคประจำตัว ไร้สมรรถนะ ดูแลตัวเองไม่ได้ การวาดภาพผู้สูงอายุให้มีลักษณะดังกล่าวเป็นวยาคติ หรือทัศนคติเชิงลบ ที่ทำให้ผู้สูงอายุกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคม และเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ผู้สูงอายุมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง เนื่องจากเป็นการสะท้อนความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น เพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายลง เพราะประชากรสูงอายุของประเทศไทยจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปทั้งสัดส่วนและจำนวน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเชิงลบที่สังคมมีต่อผู้สูงอายุให้หมดสิ้นไป

          การปรับเปลี่ยนทัศนคติเชิงลบที่สังคมมีต่อผู้สูงอายุวิธีหนึ่งคือ การสร้างการปรับเปลี่ยนผ่านชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุจังหวัด ซึ่งกองส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดำเนินการให้มีขึ้นทุกจังหวัด เพื่อใช้เป็นเวทีถ่ายทอด ส่งเสริม อนุรักษ์ พัฒนา และฟื้นฟูความรู้/ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุร่วมกับคนวัยอื่นๆ สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

          ผลการศึกษาเรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนงานคลังปัญญาผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ” ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคมในช่วง พ.ศ. 2557-2558 ได้สร้างมาตรฐานชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุจังหวัด สำหรับใช้เป็นกรอบและแนวทางส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกของผู้สูงอายุให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยกำหนดตัวชี้วัดและเกณฑ์ในการติดตามประเมินผลการดำเนินงานที่ชัดเจน ประกอบด้วยมาตรฐาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบริหารจัดการ ด้านการขับเคลื่อนงาน ด้านการส่งเสริมการจัดกิจกรรม และด้านความสำเร็จขององค์กร

          ในปีแรก (พ.ศ. 2559) มีตัวชี้วัดจำนวน 45 ตัวชี้วัด เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินงานสู่ความมีมาตรฐานสำหรับชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุจังหวัดที่ยังไม่พัฒนา ส่วนจังหวัดที่มีผลการดำเนินงานสู่ความมีมาตรฐานแล้ว จะดำเนินการขยายผลไปยังระดับอำเภอ เพื่อนำร่องให้กับจังหวัดอื่นๆ โดยจะมีการปรับปรุงตัวชี้วัดและเกณฑ์ไปสู่เกณฑ์การประเมินที่สูงขึ้นในปีต่อๆ ไปในลักษณะขั้นบันได เพื่อให้ทุกจังหวัดสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการถ่ายทอดภูมิปัญญาผู้สูงอายุได้ สำหรับเป้าหมายสุดท้ายก็คือ ทุกจังหวัดสามารถดำเนินการจดทะเบียนชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุจังหวัดเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ ตามพระราชบัญญัติการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 เพื่อให้มีความพร้อมในการจัดกิจกรรมของชมรมฯ ได้อย่างต่อเนื่อง ยั่งยืน และตกทอดถึงลูกหลาน

          ผลผลิตและผลลัพธ์ ของการดำเนินงานตามมาตรฐานฯ วัดได้จากตัวชี้วัดความสำเร็จ 3 ระดับ คือ 1) ระดับองค์กร หรือชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุจังหวัด จะมีจำนวนองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกรมกิจการผู้สูงอายุ จะมีฐานข้อมูลกลางด้านผู้สูงอายุที่มีภาพลักษณ์เชิงบวกในภาพรวมของประเทศ 2) ระดับชุมชน จะทำให้คนในชุมชนรับรู้ถึงผลงานของผู้สูงอายุ ยอมรับผู้สูงอายุ และปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อผู้สูงอายุไปในทิศทางบวกมากขึ้น 3) ระดับบุคคล จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งตนเองได้ รู้สึกมีความสุข พึงพอใจในชีวิต และมีความภาคภูมิใจที่สามารถทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

          ทั้งนี้ส่วนกลาง ได้ดำเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ให้กับเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัด (เจ้าหน้าที่พมจ.) คณะกรรมการบริหารชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุทั่วประเทศ และภาคีเครือข่ายที่ดำเนินการเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการนำเครื่องมือไปปฏิบัติ โดยสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 เจ้าหน้าที่พมจ. ทั่วประเทศ ต้องนำเสนอผลการนำมาตรฐานฯ ไปปฏิบัติต่อคณะกรรมการประเมินผลมาตรฐานของส่วนกลาง

          การดำเนินการเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามช่วยกันสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกในหลากหลายมิติ ให้กับผู้สูงอายุในชมรมคลังปัญญาฯ อย่างไรก็ตามยังมีผู้สูงอายุนอกชมรมคลังปัญญาอีกจำนวนมาก การทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุเหล่านั้นเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมได้ จึงเป็นความท้าทายสำหรับนักวิจัย นักวิชาการ และผู้สนใจ ที่จำเป็นต้องช่วยกันพัฒนาโจทย์วิจัย กระบวนทรรศน์ในการศึกษา ทฤษฎีที่นำมาอธิบาย และวิธีวิทยาการวิจัยที่เหมาะสม เพื่อช่วยกันสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของผู้สูงอายุทั้งในและนอกชมรมคลังปัญญาฯ ให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เพื่อให้สังคมไทยที่ประกอบไปด้วยผู้สูงอายุจำนวนมาก เต็มไปด้วยความหวังและมีศักยภาพ

 

Since 25 December 2012