ประเด็นทางประชากรและสังคม

เมื่อองค์การยูนิเซฟรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงในเด็ก

ดร. อารีย์ พรหมโม้  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ท่านผู้อ่านเคยเห็น หรือเคยได้ยินข้อความดังต่อไปนี้บ้างหรือไม่ ‘ความรุนแรงสร้างความห่างเหินในใจเด็ก’ หรือ ‘เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ หยุดใช้ความรุนแรง’ หรือ ‘ห่างเหิน (Distance) หยุดใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ถ้าไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวคุณ’

ข้อความดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อความในโครงการรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กที่องค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ‘องค์การยูนิเซฟ’ ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก ด้วยแนวคิด เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ หยุดใช้ความรุนแรง ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักที่มุ่งเน้นให้พ่อแม่ ผู้ดูแลเด็ก ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงผลกระทบของความรุนแรงที่มีต่อเด็ก ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม และหยุดใช้ความรุนแรงต่อเด็กทุกรูปแบบ นอกจากนั้นแล้วยังมีการส่งเสริมวิธีเลี้ยงดูเด็กแบบถูกวิธีด้วยการเสริมสร้างวินัยเชิงบวก ได้แก่ ให้ความมั่นใจ (Confidence) ให้ความเข้าใจ (Understanding) ให้ความไว้ใจ (Trust) และ ให้ความเห็นใจ (Empathy) หรือ CUTE

การรณรงค์ครั้งนี้มีสื่อเป็นภาพยนตร์ความยาว 15 และ 30 วินาที ออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลกระทบด้านจิตใจที่เกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งผู้ใหญ่อาจคาดไม่ถึง โดยเน้นข้อความ ‘ความรุนแรงสร้างความห่างเหินในใจเด็ก’ ออกอากาศตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม ถึง 30 มีนาคม 2558 นอกจากการเผยแพร่ทางโทรทัศน์แล้วก็ยังมีการรณรงค์ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งเว็บไซต์ www.endviolencethailand.org และทางโซเชียลมีเดียพร้อมแฮชแทก #ENDviolence ตลอดจนโปสเตอร์ แผ่นพับ และจัดกิจกรรมโรดโชว์ให้ความรู้แก่พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กทั่วประเทศ

อะไรคือความรุนแรงต่อเด็ก  ความรุนแรงทุกที่สามารถสร้างผลกระทบต่อเด็ก ๆ ทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจ มีอยู่ 4 รูปแบบด้วยกัน คือ 1) ความรุนแรงทางร่างกาย 2) ความรุนแรงทางอารมณ์และจิตใจ 3) ความรุนแรงทางเพศ และ 4) การทอดทิ้งละเลย

  • ความรุนแรงทางร่างกาย หมายถึง การกระทำ หรือละเลยที่จะกระทำ ของพ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็กที่อยู่ในฐานะรับผิดชอบเด็ก หรือผู้มีอำนาจเหนือเด็ก ผู้ที่เด็กไว้วางใจ ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ อันตราย หรือทำให้เสี่ยงที่จะเกิดอันตราย ต่อร่างกายของเด็ก อาจเกิดขึ้นครั้งเดียวหรือเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่น การชก ตบ ตีด้วยวัตถุ เช่นไม้เรียว จับตัวเขย่าหรือโยน บีบคอ เป็นต้น
  • ความรุนแรงทางอารมณ์และจิตใจ หมายถึง การตอบสนองต่ออารมณ์ของเด็กอย่างไม่เหมาะสม  ซึ่งมีผลทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงและต่อเนื่องต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก เช่น การกระทำหรือพูดข่มขู่ให้เด็กกลัว ทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่มีคุณค่า ไม่มีคนรัก รู้สึกอับอาย การถูกเลือกปฏิบัติ ลำเอียงต่อเด็ก หรือการคาดหวังที่เกินความสามารถของเด็ก เป็นต้น  
  • ความรุนแรงทางเพศ หมายถึง การกระทำทางเพศซึ่งเด็กไม่สามารถเข้าใจว่าเป็นการล่วงละเมิด หรือเด็กอยู่ในฐานะที่ยังไม่พร้อมทางด้านพัฒนาการที่จะให้คำยินยอมได้ หรือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย หรือความเชื่อในสังคม การทารุณกรรมทางเพศ เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ หรือระหว่างเด็กด้วยกัน ซึ่งเด็กผู้กระทำมีอายุมากกว่าหรืออยู่ในสถานะมีความรับผิดชอบ มีอำนาจเหนือเด็ก หรือได้รับความไว้วางใจจากเด็กผู้ถูกกระทำ เช่น ข่มขืน สำเร็จความใคร่ การชักนำให้เด็กได้รับรู้สิ่งไม่เหมาะสมเรื่องเพศ รวมทั้งการให้เด็กดูหรือร่วมผลิตสื่อทางเพศ
  • การทอดทิ้งละเลย หมายถึง ความบกพร่องในการจัดหาสิ่งที่จำเป็นสำหรับพัฒนาการของเด็กในทุก ๆ ด้าน เช่น อาหาร สุขภาพ ที่อยู่อาศัย การศึกษา พัฒนาการทางอารมณ์ สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ในบริบทที่ครอบครัวหรือผู้ดูแลมีความสามารถที่จะจัดหาได้ตามสมควร  รวมถึงความบกพร่องในการดูแลและปกป้องเด็กจากภยันตรายต่าง ๆ

ความรุนแรงต่อเด็กทั้งหลายนั้นสร้างความทุกข์ทรมานให้กับเด็ก มีผลกระทบต่อการพัฒนาศักยภาพเด็ก ส่งผลให้ครอบครัวต้องแบกรับภาระที่ยาวนาน ทั้งการรักษาพยาบาล การบำบัดฟื้นฟูทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ รวมถึงสมาชิกในครอบครัว ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว  

การรณรงค์ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะสร้างความตระหนักให้สังคมได้รับรู้ถึงปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็ก แต่การที่จะให้บรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดของการรณรงค์นั้นคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อลดหรือขจัดความรุนแรงต่อเด็กในทุกรูปแบบ ส่งเสริมพ่อแม่เพื่อการเลี้ยงดูลูกและการสร้างวินัยเชิงบวกที่ไม่ใช้วิธีการรุนแรงเลย

 

Since 25 December 2012