ซิก้า…..ไวรัสพันธุ์โหด

อมรา สุนทรธาดา This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

อุบัติการณ์ของโรคระบาดไข้ไวรัสซิก้าอย่างรวดเร็วเมื่อปลายปีที่แล้วในกลุ่มประเทศทวีปอเมริกา พบผู้ป่วยราว 5 ล้านราย ในประเทศพื้นที่เสี่ยงมากกว่า 30 ประเทศ บราซิลเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด องค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปีนี้ เพื่อให้รัฐบาลในประเทศพื้นที่เสี่ยงมีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับโรคระบาดดังกล่าว

มีการพบเชื้อไวรัสซิก้าครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2490 ในน้ำ.เหลืองลิงพันธุ์รีสัส ซึ่งอยู่ในป่าซิก้า ประเทศยูกันดา และพบในคนเมื่อ พ.ศ. 2495 ในยูกันดาและแทนซาเนีย โรคไข้ไวรัสซิก้ามียุงลายเป็นพาหะนำโรค ความรุนแรงของโรคที่ทั่วโลกให้ความสนใจคือ การติดเชื้อในสตรีตั้งครรภ์ เพราะมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อซึ่งจะมีศีรษะเล็กกว่าปกติ (Microcephaly) ระบบการเติบโตของสมองถูกทำลายอย่างรุนแรง อัตราการตายในทารกสูง ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง ทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยงคือ ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และหลีกเลี่ยงการเดินทางหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงของโรคนี้

เฉพาะในบราซิล พบว่ามีผู้ติดเชื้อประมาณ 1.5 ล้านราย และในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ทั่วไป ระหว่าง ตุลาคม พ.ศ. 2558 ถึง มกราคม พ.ศ. 2559 คลอดทารกศีรษะเล็กกว่ามาตรฐาน 4,180 ราย เปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนการระบาดที่พบเพียง 150 ราย ซึ่งเป็นข้อยืนยันในระดับหนึ่งว่าไวรัสซิก้าสามารถติดต่อจากแม่ติดเชื้อสู่ทารกในครรภ์ได้ โดยเชื้อไวรัสผ่านทางรกและสายสะดือ การตรวจสอบความผิดปกติด้วยวิธีอัลตราซาวด์และการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กในขณะสตรีตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 20 อาจบ่งชี้สภาวะหรือขนาดศีรษะของทารกและการพัฒนาของสมองได้ จากรายงานของ The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) กรณีของรัฐเท็กซัสที่เฝ้าระวังสตรีตั้งครรภ์ 9 ราย ที่เดินทางไปประเทศพื้นที่เสี่ยงและมีอาการไข้ไวรัสซิก้า จากผลการติดตาม มี 2 รายพบความผิดปกติขั้นรุนแรงของทารกในครรภ์และทารกตายคลอด อีก 2 ราย สิ้นสุดการตั้งครรภ์ด้วยการทำแท้ง มีเพียง 1 รายที่ศีรษะเล็กกว่าปกติ และอีก 2 ราย คลอดทารกภาวะปกติ อีก 2 รายยังไม่ครบกำหนดคลอด แม้ว่าพบทารกที่คลอดมาแล้วศีรษะเล็กกว่าปกติเพียง 1 ราย จากจำนวนผู้ป่วย 9 ราย มีผลทันทีต่อการเฝ้าระวังผู้ป่วยรายใหม่เพื่อยืนยันผล

 

 

ทารกแรกคลอดจากแม่ติดเชื้อไวรัสซิกา มีศีรษะขนาดเล็กกว่ามาตรฐาน
ภาพ: หนังสือพิมพ์
The Guardian วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559

ประเด็นที่กำลังถกเถียงกันนอกเหนือจากหลักฐานบ่งชี้ว่า ไวรัสซิก้าเป็นมหันตภัยสำหรับสตรีตั้งครรภ์และทารก คือประเด็นว่าด้วยการเข้าถึงการทำแท้งในกรณีที่สตรีสงสัยว่าจะมีความเสี่ยงต่อการคลอดทารกศีรษะเล็กกว่าปกติและขอทำแท้ง เพราะเป็นกรณีละเอียดอ่อน และควรจะมีมาตรการที่เหมาะสมอย่างไร การร้องขอหรือเข้าถึงการบริการเพื่อสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ และที่สำคัญที่สุดคือทารกแรกเกิด นั้นควรอยู่ในความดูแลหรือได้รับการวินิจฉัยอย่างไร ถ้าการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและการบริการสาธารณสุขสำหรับประเด็นนี้ไม่เป็นไปเพื่อระงับความรุนแรงของโรคระบาดที่มีผลต่อประชากรทั่วโลก เพราะโลกปัจจุบันมีการติดต่อไปมาหาสู่กันทั่วทุกมุมโลก ย่อมหมายถึงโอกาสการเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นปัจจัยเอื้ออีกประการหนึ่ง การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยอาจเป็นทางเลือกที่สตรีตั้งครรภ์จำใจต้องเลือก

นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานที่ต้องมีการวิจัยอย่างเข้มข้นอีกว่า ไข้ไวรัสซิก้าอาจติดต่อกันได้ทางเพศสัมพันธ์ โดย The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ของอเมริกา เพิ่มมาตรการให้ประชาชนในประเทศที่เป็นพื้นที่เสี่ยงให้ตระหนักรู้ด้านการป้องกันการแพร่เชื้อ คือ การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยด้วยการใช้ถุงยางอนามัยในกรณีที่ชายหรือหญิงมีอาการต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อไวรัสซิก้า ได้มีการรณรงค์ในเรื่องนี้อย่างเข้มข้นในประเทศบราซิล ด้วยการจัดกำลังทหารหลายพันนายแจกเอกสารคำแนะนำเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลให้มากที่สุด

 

สตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงที่ต้องดูแล
ภาพ: สำนักข่าวรอยเตอร์
28 มกราคม 2559

สำหรับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสซิก้าในประเทศไทย ช่วงพ.ศ. 2555-2558 พบรายงานผู้ป่วย 2-5 ราย ไม่มีผู้ป่วยรายใดเสียชีวิต ขณะนี้ไม่พบรายงานผู้ป่วยซึ่งทำให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าประเทศไทยไม่ใช่เขตโรคระบาดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการคุมเข้ม โดยต้องแจ้งเหตุถ้าพบผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายโรคติดเชื้อไวรัสซิก้า เช่น มีไข้ต่ำๆ ประมาณ 38 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะ มีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง อาการปวดข้อ

ไวรัสซิก้าจะอยู่หรือจะไปขึ้นอยู่กับการทำงานแข่งกับเวลาของนักวิทยาศาสตร์

Since 25 December 2012