เวทีวิจัยประชากรและสังคม

ปิน ปิน โคโรริ - ตายอย่างมีสุขภาพดี

จงจิตต์ ฤทธิรงค์  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

“ปิน ปิน โคโรริ” (Pin Pin Korori) วลีภาษาญี่ปุ่น ที่สะท้อนถึงความปรารถนาที่จะมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี จนกระทั่งเสียชีวิตไปตามธรรมชาติ โดยไม่ทุกข์ทรมานกับความเจ็บป่วย ซึ่งน่าจะเป็นความปรารถนาเดียวกันของมนุษย์ทุกคน

ชาวญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นประชากรที่มีอายุยืนยาว และยังเคยได้รับการบันทึกว่ามีบุคคลที่อายุยืนยาวมากที่สุดในโลกอีกด้วย จากสถิติที่จัดเก็บโดยโครงการศึกษาระยะยาวเรื่องการสูงวัยของมหาวิทยาลัยนิฮอน พบว่าร้อยละ 64 ของผู้ที่เสียชีวิตต้องนอนติดเตียงไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่นาน ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทรมานกับอาการเจ็บป่วยอยู่นาน ญาติหรือผู้ดูแลอาจไม่ต้องสละหน้าที่การงาน ซึ่งจะทำให้เกิดความกดดันทางเศรษฐกิจในครอบครัวได้ และรัฐสามารถลดค่าใช้จ่ายที่มีมูลค่าสูงในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุในช่วงปลายของชีวิต แนวคิดดังกล่าวนี้ทำให้นักประชากรต้องหาดัชนีชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นอายุของคนๆ หนึ่งที่จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีสุขภาพดี ก่อนจะเสียชีวิต เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรให้ดียิ่งขึ้นไป

นักประชากรนิยมใช้ “อายุคาดเฉลี่ย” (life expectancy)เป็นตัวชี้วัดภาวะสุขภาพของประชากรในประเทศ แต่ปัจจุบันประชากรทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนาต่างก็มีอายุยืนยาวขึ้น อันเนื่องมาจากการพัฒนาความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพ และความก้าวหน้าทางการแพทย์ ที่สามารถช่วยยืดอายุประชากรให้มีชีวิตได้ยาวนานขึ้น บางคนที่เป็นโรคร้ายแรงสามารถกลับมามีสุขภาพดีจนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่สำหรับบางคนเป็นเพียงการต่อลมหายใจ ที่มีร่างกายนอนอยู่บนเตียงกับสายยางห้อยระโยง

ระยาง หรืออยู่ในภาวะทุพพลภาพ ดังนั้น อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี (healthy adjusted life expectancy) ซึ่งเป็นดัชนีที่บ่งชี้ว่าประชากรจะมีชีวิตที่มีสุขภาพดียาวนานเท่าไร และการประเมินสัดส่วนช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีที่พัฒนาขึ้นไปตามอายุคาดเฉลี่ยของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ดูจะสมเหตุสมผลที่จะใช้พิจารณาควบคู่กันไป เพื่อพัฒนาการสาธารณสุขของประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ

อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของประชากรไทยในปี 2552 ของผู้ชายเท่ากับ 70.5 ปี และผู้หญิงเท่ากับ 77.3 ปี ในขณะที่อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีของผู้ชายและผู้หญิงเท่ากับ 64.7 และ 68.0 ปี ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนชีวิตของการมีสุขภาพดีของผู้ชายและผู้หญิง 0.92 (64.7/70.5) และ 0.88 (68.0/77.3) ตามลำดับ ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าโดยเฉลี่ยผู้หญิงจะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ชาย แต่ดูเหมือนว่าผู้หญิงจะมีชีวิตที่ยากลำบากยาวนานกว่า อันเนื่องมาจากภาวะสุขภาพที่ไม่ดี เมื่อทราบสถานการณ์สุขภาพของประชากรเช่นนี้ คำถามถัดมาคือ จะทำอย่างไรจึงจะเพิ่มสัดส่วนช่วงชีวิตของการมีสุขภาพดีให้ได้มากที่สุด (สัดส่วนเข้าใกล้ 1) หรืออีกนัยหนึ่งคือลดช่วงชีวิตที่มีสุขภาพไม่ดี

คำตอบแรกเพื่อเพิ่มสัดส่วนช่วงชีวิตของการมีสุขภาพดีให้ได้มากที่สุด เป็นสิ่งที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว นั่นคือ การส่งเสริมให้ประชากรดูแลสุขภาพของตนตั้งแต่ยังหนุ่มสาว ด้วยการลดความเสี่ยงจากการบริโภค และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คำตอบที่สอง คือ การลดช่วงชีวิตที่มีสุขภาพไม่ดีนั้นจะทำได้อย่างไรเมื่อป่วยเสียแล้ว กระบวนการที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายนัก คือ การแสดงเจตจำนงตั้งแต่ตนยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ว่า “ไม่ประสงค์จะมีชีวิตอยู่ เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าจะเสียชีวิตในเวลาอีกไม่ช้า และไม่ประสงค์ที่จะรับการรักษาแบบประคับประคอง” หรือที่เรียกว่า “พินัยกรรมชีวิต” (living will)

พินัยกรรมชีวิตแพร่หลายในต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยได้บัญญัติ “สิทธิการตาย” ไว้ในมาตรา 12 ของ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยระบุว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะขอรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ แม้ว่าจะมีข่าวคราวว่าบุคคลสำคัญหลายท่านได้แสดงเจตจำนงนี้ แต่ก็ยังไม่เคยมีรายงานบุคคลที่เคยใช้ “สิทธิการตาย (ตามธรรมชาติ)”

อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาจะชี้นำวิธีการปรับปรุงค่าดัชนีภาวะการมีสุขภาพดี ด้วยการส่งเสริมให้ใช้สิทธิการตายแต่อย่างใด หากแต่เพียงนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) เท่านั้น ซึ่งนับเป็นทางเลือกและสิทธิส่วนบุคคลที่จะเลือกได้รับการประคับประคอง หรือ การละโลกไปอย่างสงบและไม่ทรมาน

 

ภาพ: http://www.bloggang.com/

 

สมัครสมาชิกจดหมายข่าว

จดหมายข่าวฯ ราย 2 เดือน ปีละ 6 ฉบับ

กรุณากรอก e-mail ของท่าน

(ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น)



Since 25 December 2012