นานาสาระประชากร

สังขาร และสังคม ที่กำหนดความแก่

ปราโมทย์ ประสาทกุล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ผมเพิ่งกลับมาจากมหาวิทยาลัย หลังจากที่ไปเดินออกกำลังกายยามเย็นมาเป็นเวลา 45 นาที ไม่ได้เดินนอกบ้านเสียนานกว่า 6 เดือน การเดินเมื่อเย็นนี้ให้ความรู้สึกเหมือนคืนสู่บ้านเดิมที่เคยอยู่ คืนสู่เพื่อนเก่าที่คุ้นกัน เมื่อเช้า ผมไม่มีโอกาสได้ออกกำลังกายกับ “เครื่องเดินลอย” ในบ้าน ผมต้องออกจากบ้าน(นอก) เข้ากรุง(เทพมหานคร) แต่เช้าเพื่อไปประชุม ผมเลือกออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนที่จราจรในเมืองกรุงจะติดแน่น วันนี้ ผมจึงขอเดินนอกบ้านเวลาเย็นเพื่อทดแทนการเดินอยู่กับที่ภายในบ้านตอนเช้าสักวัน

ทางเดินในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ยังคงร่มรื่นน่าอภิรมย์เหมือนเดิม ผมออกเดินจาก “อาคารประชาสังคมอุดมพัฒน์” เวลา 17.30 น. ที่ระบุเวลาไว้อย่างละเอียดก็เพื่อจะบอกว่าเวลาประมาณนี้เมื่อราวปลายเดือนมีนาคม ดวงตะวันกลมแดงที่กำลังลอยต่ำใกล้จะลับทิวไม้ทางด้านหลังของมหาวิทยาลัย เป็นภาพอาทิตย์อัสดงที่ประทับอยู่ในดวงใจของผมอีกภาพหนึ่ง ผมเดินไปตามทางเท้าที่เรียงรายด้วยต้นพิกุล ประดู่ ตะแบก แคนา มุ่งหน้าตรงไปที่ดวงตะวันสีแดงดวงนั้น

ยามเย็นแดดร่มลมตก ผู้คนเดินกันขวักไขว่บนถนนที่จัดไว้เฉพาะคนเดินและจักรยาน ส่วนมากเป็นคนวัยหนุ่มสาวที่อยู่ในชุดออกกำลังกาย บรรยากาศในบริเวณวิทยาเขตศาลายาของมหาวิทยาลัยมหิดลยามนี้ช่างมีชีวิตชีวาจริงๆ

เดินนอกบ้าน ได้พบผู้คน

แม้อาทิตย์จะลับตาไปแล้ว แต่ฟ้ายังไม่มืดมิด ผมเข้าไปเดินในสนามกีฬา มีผู้คนมากมายมาเดิน วิ่ง และออกกำลังกายกันอยู่ น่ายินดีที่กิจกรรมการออกกำลังกายเป็นที่นิยมในหมู่บุคลากรของมหาวิทยาลัย อย่างที่ได้กล่าวไว้แต่ต้นว่าการออกมาเดินนอกบ้านวันนี้เสมือนได้กลับมาเยือนถิ่นเดิมที่คุ้นเคยมาก่อน ได้พบคนเก่าที่รู้จักกันมาแต่ครั้งยังเดินเป็นประจำอยู่ที่นี่ หนุ่มคนหนึ่งยกมือไหว้ “หายไปไหนเสียหลายวันครับ” (ที่จริง ผมหายไปหลายเดือน) เรายิ้มให้กัน “เดี๋ยวนี้เดินบนเครื่องอยู่ในบ้านครับ” ผมตอบโดยไม่ต้องหยุดเดิน ขณะที่เขานั่งทำท่ายกและเหยียดขาอยู่ในสนาม ผมทักทายกับอีกหลายคน เราต่างยินดีที่ได้พบกันอีก ผู้คนและมิตรภาพเช่นนี้เป็นข้อดีของการออกกำลังกายนอกบ้าน

“อาจารย์ยังแข็งแรงอยู่นะครับ” ประโยคนี้ย่อมเป็นคำชม ไม่ใช่คำถาม คงเห็นผมเดินเร็วด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง กิริยาท่าทางบ่งบอกความชราของคนเราได้เหมือนกัน ผมเคยเห็นผู้ใหญ่ที่มีอายุมากเกินเจ็ดสิบแปดสิบหลายคนที่เดินอย่างสง่า ไม่ใช่เดินเร็ว หากแต่เดินอย่างมั่นคง ไม่ต้องมีคนช่วยคอยประคับประคอง อย่างนี้ถึงอายุมากแต่ก็ดูไม่แก่ ผิดกับเพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนที่ผมสงสัยว่าทำไมเพื่อนจึงดูเฒ่าชแรแก่ชราได้ถึงขนาดนั้น ไม่เฉพาะรูปร่างหน้าตาที่ดูแก่เกินวัยแล้ว แต่อากัปกริยาไม่ว่าจะเดิน จะนั่ง ก็ดูไม่มีเรี่ยวแรงจนทำให้ดูแก่ได้สนิท

อันที่จริง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีคนชมบ่อยอยู่เหมือนกันว่าผมยังดูแข็งแรงดี บางครั้งเมื่อได้ยินคนชมอย่างนั้น ผมก็เถียงอยู่ในใจว่า “จะไม่ให้แข็งแรงได้อย่างไร ก็เรายังไม่แก่นี่ (หว่า)” แต่เมื่อคิดดูอีกที ที่คนเขาพูดเช่นนั้นมีความหมายเป็นนัยว่า แม้ผมจะมีอายุมากแล้ว แต่ก็ยังมีสุขภาพดีอยู่ คือเขาเอาสุขภาพร่างกายของเราไปเทียบกับอายุ หรือพูดใหม่ได้ว่าผู้ที่มีอายุสูงประมาณผมนี่ ร่างกายน่าจะมีสภาพทรุดโทรมหรืออ่อนแอมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น การที่ผมดูแข็งแรงไม่สมวัยนั้นคือคำชม

สักวันหนึ่ง ผมก็จะไม่ได้ยินคำชมว่าผมยังดูแข็งแรงอีกแล้วอวัยวะต่างๆ ที่ประกอบเป็นร่างกายของคนเราเมื่อใช้งานมานานก็ย่อมเสื่อมสภาพไป ผิวหนังก็จะเหี่ยวย่น หูตาจะฝ้าฟาง เหงือกฟันจะสึกกร่อนหลุดร่วงไปบ้าง กระดูกจะเปราะบางขึ้น ภูมิต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บจะลดน้อยลง และความทรงจำก็อาจเลอะเลือนไปบ้าง เมื่อปลงคิดได้ดังนั้น ต่อไปนี้ ผมจะทำอะไร คงต้องมีสติเตือนตัวเองให้ “เจียมสังขาร” สักหน่อยแล้ว

จะต้องเป็นผู้ใหญ่ให้เขารดน้ำ

การเดินอยู่ในหมู่คนหลายวัยที่มาออกกำลังกายด้วยกันนับเป็นความสุข พื้นที่ด้านทิศตะวันตกของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายาจัดไว้เพื่อกิจกรรมกีฬาและสันทนาการ ยามเย็นแดดร่มลมตกอย่างนี้มีผู้คนหลายรุ่นหลายวัยมาออกกำลังกายกันอยู่ในบริเวณนั้น แม้จะไม่เห็นคนยิ้มระรื่นหัวเราะเริงร่า แต่ผมก็ไม่เห็นใครมีหน้าตาเคร่งเครียดบึ้งตึง การออกกำลังกายคงเท่ากับเป็นการออกกำลังใจไปในตัว ผมจะพูดได้ไหมว่าการออกกำลังกายเป็นประจำทำให้เรามีสุขภาพดีทั้งกายและใจ

ผมเดินชื่นชมธรรมชาติและผู้คน เปิดใจให้คิดแต่สิ่งที่สวยงาม ไม่พยายามที่จะคิดถึงเรื่องที่จะทำให้เครียด ปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยไปในสถานที่โล่งกว้าง....

ปลายเดือนมีนาคมแล้ว อีกสองอาทิตย์ก็จะถึงวันสงกรานต์ เมื่อสองวันก่อน น้องผู้รับหน้าที่จัดกิจกรรมพิเศษของสถาบันฯมาเชิญให้ผมร่วมพิธีฉลองสงกรานต์ที่สถาบันฯจัดขึ้นเป็นประเพณีทุกปี ปีนี้ เราจะจัดงานในวันพฤหัสที่ 10 เมษายน 

ผมต้องไปนั่งเป็น “ผู้ใหญ่” เรียงตามลำดับอาวุโสให้น้องๆ รดน้ำขอพร เมื่อก่อนตอนที่มีอายุเพิ่งขึ้นหลักหกสิบต้นๆ ผมยังขอเลือกที่จะเป็นคนรดน้ำผู้อาวุโสท่านอื่นมากกว่าที่จะไปนั่งให้คนอื่นมารดน้ำ ตอนนั้น คิดว่าตัวเองยังไม่แก่ ยังเคอะเขินที่จะไปนั่งให้ศีลให้พรใคร แต่ระยะสองสามปีหลังมานี้ เริ่มคุ้นชินกับการแสดงบทบาทของ “ผู้ใหญ่” ที่ต้องนั่งยื่นมือรับน้ำและพวงมาลัยที่น้องๆ ลูกๆ หลานๆ นำมามอบให้

ผมลองคิดทบทวนดูแล้ว คุณค่าสำคัญของผู้สูงอายุในสังคมไทยคือ “พร” ที่จะให้กับคนอื่น ผู้สูงวัยมีระยะเวลาสะสมพลังชีวิตมายาวนาน ความปรารถนาดีที่กลั่นจากใจผู้สูงอายุสู่ผู้อื่นจึงมีพลัง ผู้สูงอายุจึงควรทำหน้าที่ให้กำลังใจ เป็นแรงบันดาลใจ และอวยพรแก่คนรุ่นหลัง

ผมโชคดีที่มีโอกาสรับพรจากผู้เฒ่าผู้แก่อยู่บ่อยๆ อย่างน้อยผมต้องได้รับพรจากผู้มีอายุร้อยปีขึ้นไปปีละสองสามคน 

ผมช่วยมหาวิทยาลัยมหิดลจัดการประกวด “แม่ร้อยปี” มานานนับสิบปี แต่ละปี ผมจะต้องหาโอกาสไปพบผู้ได้รับการเสนอชื่อสองสามท่าน หลังจากคุยกับท่านเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ก่อนลากลับ ผมจะกราบลาท่าน และดูเหมือนเป็นประเพณีที่แม่ร้อยปีทุกคนยึดถือปฏิบัติ ท่านจะให้พรโดยที่เราไม่ต้องขอ แม่ร้อยปีที่ยังมีสุขภาพดีทุกคน ไม่ว่าจะมีฐานะทางเศรษฐกิจเป็นเช่นไร จะรู้จักการให้พรแก่ผู้อ่อนวัยกว่าอย่างคล่องแคล่ว ไม่มีติดขัด ดูเหมือนว่าแต่ละคนจะมีบทให้พรประจำตัว ผมคิดว่าสังคมไทยกำหนดให้ผู้สูงอายุมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือการให้ศีลให้พรหรือมอบความปรารถนาดีให้ผู้อ่อนวัย สงสัยว่าผมต้องไปคิดคำอวยพรประจำตัวเอาไว้บ้างแล้ว

ผมถือว่าการได้รับพรจากผู้ใหญ่เป็นมงคลแก่ชีวิต เวลากราบลาแม่ร้อยปีที่ผมไปเยี่ยม แล้วฟังท่านให้พรทีไร ผมจะรู้สึกเหมือนได้รับพรจากผู้ทรงศีลนั่นทีเดียว

คิดถึงเมื่อวันคล้ายวันเกิดปีนี้ ผมกราบแม่ แล้วบอกแม่ว่าวันนี้วันเกิด พรที่ได้รับวันนั้นเป็นของขวัญที่มีค่า และให้ความสุขใจมากกว่างานฉลองใดๆ แปลก! ที่เรามีอายุมากปานนี้ เป็นผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว แต่เมื่ออยู่กับแม่ เราก็ยังรู้สึกว่ายังเป็นเด็ก ผมโชคดีที่ยังมีแม่คอยให้พรในวันเกิด

เราจะเดินต่อไปไกลอีกสักเท่าไร

ผมอยากเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินนอกบ้านหรือในบ้าน แต่ผมก็รู้ดีว่าร่างกายของคนเราย่อมมีขีดจำกัด เมื่อถึงวันหนึ่งในอนาคต ผมคงต้องหยุดออกกำลังกายไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เมื่อวันนั้นมาถึง และถ้าสมองของผมยังพอทำงานได้ดีอยู่ ผมคงจะคิดถึงการเดินออกกำลังกายเป็นประจำของผมตั้งแต่ปี 2543 อย่างมาก คงคิดถึงสถานที่ต่างๆ ที่เคยเดินผ่าน ต้นไม้ ดอกไม้ ทิวทัศน์ทั้งทะเลและภูเขา ตลาดยามเช้า ชีวิตผู้คน คงคิดถึงคนที่คุ้นเคยกัน

วันนี้ ผมใช้เวลาเดินประมาณ 45 นาที คงได้ระยะทางไม่น้อยกว่า 3 กิโลเมตร เมื่อผมหยุดเดิน ดวงอาทิตย์ลับฟ้าไปสักครู่ใหญ่แล้ว ฟ้าเริ่มมืด ไฟฟ้าตามถนนหนทางช่วยทำให้ศาลายามีชีวิตอีกแบบหนึ่งยามราตรี แม้ไม่สว่างไสวและไม่อึกทึกครื้นเครง แต่ก็ไม่มืดสลัวและไม่เงียบเหงาวังเวง

ผมจะยังคงมุ่งหน้าเดินต่อไปอีกจนกว่าสังขารจะไม่เอื้ออำนวย ถ้าผมเดินทุกวันต่อไปได้อีกสัก 10 ปี วันละประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะได้ระยะทางอีกอย่างน้อยหนึ่งหมื่นกิโลเมตร ผมยังมีระยะทางเดินได้อีกไกลโข

วันนี้ ผมไปเดินนอกบ้านมาแล้ว พรุ่งนี้เช้า ผมก็จะกลับมาเดินบนเครื่องภายในบ้าน หนทางยังทอดไปข้างหน้าอีกยาวไกล ด้วยใจที่มุ่งมั่น ผมจะเดินต่อไปให้ไกลสุด

เพลงสั้นๆที่ผมชอบร้องให้พร

ให้สุขกายสุขใจ        เหมือนดังน้ำในคงคา

ให้สุขกายสุขตา           เหมือนดังพระจันทร์วันเพ็ญ

สดชื่นเหมือนดังดอกไม้   เมื่อยามน้ำค้างพร่างพรม

ให้ทรัพย์สินอุดม ให้พบแต่ความร่มเย็น

 

สมัครสมาชิกจดหมายข่าว

จดหมายข่าวฯ ราย 2 เดือน ปีละ 6 ฉบับ

กรุณากรอก e-mail ของท่าน

(ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น)



Since 25 December 2012