ประชากรต่างแดน

ภาษีบาปในสังคมต่างแดน

อมรา สุนทรธาดา
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ที่มาของภาษีบาปเกิดขึ้นจากแนวคิดที่เชื่อว่า ถ้าต้องจ่ายแพงสำหรับการบริโภคที่ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพ จะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคได้ไม่มากก็น้อย ภาษีบาป คือ การที่รัฐเรียกเก็บภาษีการบริโภคที่มีผลต่อสุขภาพ เช่น สุรา บุหรี่ อาหารประเภทไขมันสูง อาหารหรือขนมที่มีรสหวานจัด หรือแม้แต่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน รวมถึงการบริโภคที่มีผลต่อสังคมโดยรวม เช่น ภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับผู้ขับขี่ เพราะมีส่วนเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ภาษีการพนัน ภาษีสิ่งพิมพ์ที่เข้าข่ายอนาจาร หรือที่เรียกว่า ‘ภาษีโป๊’ (Skin Tax)

คนอเมริกันต่อต้านการเก็บภาษีบาปเพราะเห็นว่าเป็นอุบายตื้นๆ ของนักการเมืองที่อยากได้เงินเร็วๆ โดยไม่ต้องออกแรงมาก เพียงสนับสนุนการออกกฎหมายดังกล่าวก็ทำให้รัฐที่ตนเป็นผู้แทนหรือกำ..ลังหาเสียง โกยรายได้มหาศาลจากภาษีดังกล่าว การต่อต้านของประชาชนฟังดูมีเหตุผล เพราะการเก็บภาษีจากนักดื่มและนักดูด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรายได้ต่ำต้องแบกรับราคาบุหรี่ 1 ซอง หรือเหล้าสักขวดเท่ากับผู้มีรายได้สูงกว่า ในแคนาดามีการต่อต้านอย่างหนักเช่นกัน เรื่องเก็บภาษีบุหรี่สูงลิ่ว เพียงเพื่อรัฐต้องการสกัดบุหรี่นำเข้าจากอเมริกา โดยผลักภาระให้สิงห์อมควันรับไปเต็มๆ

 

ฮังการีและเดนมาร์กเป็นสองประเทศแรกในโลกที่รัฐเรียกเก็บภาษีผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน (Fat Tax) และภาษีโซดา (Soda Tax) เนื่องจากการบริโภคอาหารรสหวานจัดหรือชื่นชอบเครื่องดื่มผสมโซดา เป็นสาเหตุของโรคอ้วน อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีดังกล่าวมีที่มาที่ไป เพราะว่าค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องสูญเสียไปกับการที่ต้องดูแลผู้ป่วยน้ำหนักเกินและสารพัดโรค คิดแล้วเป็นมูลค่าไม่ธรรมดา เพราะอาหารประเภทที่มีไขมันสูง รสหวานจัด หรือที่เรียกกันว่า อาหารขยะ (Junk Food) ที่เศรษฐีเมินหน้า แต่เป็นอาหารที่คนยากจนที่เป็นประชากรส่วนใหญ่เข้าถึงได้ง่ายเพราะราคาถูก และต้องเสียภาษีสูงกว่าอาหารประเภทอื่นๆ เพราะรัฐต้องการให้ประชาชนลดการบริโภคอาหารดังกล่าว เนื่องจากเป็นสาเหตุของโรคอ้วน ความดัน เบาหวาน หัวใจ

จากรายงานการวิจัยของ คริสโตเฟอร์ สโนดอน แห่งสถาบัน อดัม สมิท แห่งสหราชอาณาจักร เสนอไว้เมื่อปี 2555 เสนอว่าภาษีบาปอาจมองได้สองแง่มุม ประการแรกคือ เป็นการแบ่งภาระความรับผิดชอบการเสียภาษี ยกตัวอย่าง ถ้าใคร สูบ ดื่ม หรือเป็นนักพนัน ก็ต้องจ่ายค่าครองชีพที่แพงกว่า เพราะรัฐจะได้นำเงินที่ได้จากภาษีไปใช้จ่ายในเรื่องการบริการสุขภาพอนามัย อีกมุมมองหนึ่งคือ กลยุทธ์การเข้าแทรกแซงของรัฐเพื่อลดจำนวนผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพ ภาษีบาปไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่รัฐจะดำ..เนินการได้อย่างราบรื่นเสมอไป เพราะในหลายประเทศมีการต่อต้านทุกรูปแบบ เช่น ชาวนิวยอร์ค ร้อยละ 72 ยินดีจ่ายภาษีเครื่องดื่มผสมโซดา ถ้ามีการตรวจสอบว่ารายได้จากภาษีดังกล่าวนำไปใช้กับการรณรงค์โรคอ้วน หรือช่วยเหลือผู้มีปัญหาน้ำหนักเกิน แต่พบว่าเงินที่ถูกเรียกเก็บในแต่ละปีใช้หมดไปกับโครงการต่างๆ ที่เป็นงานประจำของรัฐหรือไปชดเชยงบเกินดุล ภาษีบุหรี่ที่เก็บได้ ประมาณ 759 หมื่นล้านบาท ในปี 2554 พบว่ารายได้ส่วนนี้ ร้อยละ 2 จะนำ..มาใช้จ่ายเพื่อการรณรงค์งดสูบบุหรี่ แต่จำนวนผู้สูบบุหรี่กลับเพิ่มขึ้น ในขณะที่ภาษีเครื่องดื่มผสมโซดาไม่มีผลต่อการลดลงของผู้ป่วยโรคอ้วน จนมีการเสียดสีว่าน่าจะเรียกว่าเป็นภาษี ‘ฉวยโอกาส’ (Stealth Tax) มากกว่า ภาษีบาป (Sin Tax)

การวิจัยดังกล่าวมีข้อยืนยันที่เป็นรูปธรรม ค่าใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการสุขภาพสำ..หรับประชากร 3 กลุ่ม เมื่อดูค่าใช้จ่ายรวมตลอดช่วงชีวิตที่รัฐจะต้องแบกรับนั้น กลายเป็นว่าผู้ที่ดูแลรักษาสุขภาพอย่างดีไม่เข้าใกล้สิ่งเสพติดทั้งปวงกลับมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มโรคอ้วนหรือสูบบุหรี่ ตัวเลขดังกล่าวกลายเป็นประเด็นว่า ใครกันแน่ที่เป็น นักบุญ (Saint) และ คนบาป (Sinner) ระหว่างผู้ที่มีพฤติกรรมบริโภคที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ และผู้ที่ละเว้นจากพฤติกรรมดังกล่าวแต่อายุยืนกว่า ใช้เงินบำนาญและสวัสดิการสังคมที่ได้จากเงินภาษีที่คนบาปเป็นผู้จ่าย (แต่อายุสั้นกว่าหลายปี) โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับโรคอื่นๆ

ค่าใช้จ่ายโดยคาดประมาณในช่วงชีวิต

  กลุ่มโรคอ้วน กลุ่มสูบบุหรี่ กลุ่มสุขภาพดี
ไม่สูบไม่เป็นโรคอ้วน
อายุคาดเฉลี่ยที่อายุ 20 ปี 55.9 ปี 57.4 ปี 64.4 ปี
ค่าใช้จ่ายโรคมะเร็ง 5,000 ยูโร 8,000 ยูโร 5,000 ยูโร
ค่าใช้จ่ายโรคหัวใจและอัมพฤกษ์ 25,000 ยูโร 26,000 ยูโร 25,000 ยูโร
ค่าใช้จ่ายโรคเบาหวาน 9,000 ยูโร 2,000 ยูโร 2,000 ยูโร
โรคอื่นๆ 211,000 ยูโร 185,000 ยูโร 249,000 ยูโร
รวมค่าใช้จ่ายตลอดช่วงชีวิต 250,000 ยูโร 221,000 ยูโร 281,000 ยูโร

 


ที่มา Van Baal, et.al. 2008 ‘Lifetime Medical Costs of Obesity: Prevention No Cure for Increasing Health Expenditure’,PloS Medicine, 5 (2), Feb. 2008; p. 243

สมัครสมาชิกจดหมายข่าว

จดหมายข่าวฯ ราย 2 เดือน ปีละ 6 ฉบับ

กรุณากรอก e-mail ของท่าน

(ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น)



Since 25 December 2012