นานาสาระประชากร

ชีวิตวัยรุ่นเมื่อ 50 ปีก่อน

ปราโมทย์ ประสาทกุล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

เดี๋ยวนี้ บ่อยครั้งที่ผมนึกทบทวนชีวิตที่ผ่านมา แล้วตั้งคำ.ถามกับตัวเองว่า เรามีอายุยืนยาวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่ผมมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้มานานถึง 68 ปี ผ่านชีวิตวัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่ม วัยกลางคน จนบัดนี้ผมกลายเป็นคนวัยชราอย่างเต็มตัวไปแล้ว

ย้อนหลังไปเมื่อราวห้าสิบกว่าปีก่อน ผมอยู่ในช่วงเป็นวัยรุ่น หรือจะเรียกว่าผมเริ่มเป็นหนุ่มแล้วก็ได้ เมื่อหลับตาลง คิดถึงชีวิตช่วงนั้นแล้วก็อดยิ้มให้กับตัวเองไม่ได้ ผมผ่านชีวิตวัยรุ่นวัยหนุ่มมาได้อย่างราบรื่นปลอดภัย...

ผมเป็นคนรุ่นเดียวกับคนรุ่น “เบบี้บูม” (baby boom) ของชาวตะวันตก เบบี้บูมเป็นปรากฏการณ์ในอเมริกาเหนือและยุโรปที่มีเด็กเกิดเป็นจำนวนมากกว่าปรกติหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939-1945) สิ้นสุดลง ในอเมริกาและประเทศในภาคพื้นยุโรป เมื่อสงครามสงบ บ้านเมืองคืนสู่สภาพปรกติ ทหารที่ออกไปรบได้กลับคืนสู่มาตุภูมิ คนที่ชะลอการแต่งงานและการมีลูกก็แต่งงานและมีลูกกัน ทำ.ให้ช่วงเวลาตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1946 ถึง 1960 มีเด็กเกิดมากขึ้นทันทีทันใดเหมือนกับมี “ระเบิดทารก” ขึ้นมาในช่วงเวลานั้น

เด็กรุ่นเบบี้บูมเติบโตมาในช่วงที่สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ภายหลังสงครามโลก เทคโนโลยีการสื่อสารคมนาคมได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกสามารถติดต่อสื่อสารและไปมาหาสู่กันได้สะดวกขึ้นตั้งแต่ผมเข้าสู่วัยรุ่นเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา ผมได้เห็นพัฒนาการของเทคโนโลยีการคมนาคม สื่อสาร และสันทนาการ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ถนนหนทาง ยานพาหนะ ฯลฯ ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและหลายอย่างเป็นเรื่อง “เหลือเชื่อ”

วัยรุ่นยุคซิกตี้ส์

เมื่อผมมีอายุเข้าสู่วัยรุ่นเป็นเวลาอยู่ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์พิเศษหลายอย่างเกิดขึ้น ฝรั่งเรียกยุคนี้ว่ายุค “ไนน์ทีนซิกตี้ส์” หรือยุค “ซิกตี้ส์” (1960’s) ถ้าเทียบกับพุทธศักราชก็ประมาณว่าเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2503 เรื่อยมาจนถึงประมาณปี 2513 ในช่วงเวลานี้ คนรุ่นเบบี้บูมกำลังเป็น วัยรุ่น วัฒนธรรมการบันเทิงโดยเฉพาะเรื่องเพลง ภาพยนตร์ ดนตรี ที่มีเอกลักษณ์ได้เกิดขึ้นมากมาย แบบวิถีชีวิตของคนรุ่นเบบี้บูมชาวตะวันตกยุคซิกตี้ส์ได้แพร่หลาย...หรือจะเรียกว่า “หลั่งไหล” เข้าสู่สังคมไทย วัยรุ่นไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองใหญ่ได้ดูหนังฟังเพลงเดียวกันกับฝรั่งตะวันตกรุ่นเบบี้บูม ผมเผอิญมีอายุเข้าสู่วัยรุ่นในช่วงนี้พอดีก็เลยพลอยฟ้าพลอยฝนเรียกตัวเองว่าเป็นคนรุ่นเบบี้บูมที่อยู่ในวัฒนธรรมยุคซิกตี้ส์ไปกับเขาด้วย

ผมรู้จักนักร้องฝรั่งหลายคน ผมฟังเพลงฝรั่งตามพี่ๆ ที่บ้านแม้จะยังฟังไม่รู้เรื่อง ผมตามกระแสคลั่งไคล้เอลวิส เพรสลีย์ ดูหนังเรื่อง จี ไอ บลูส์ ซึ่งฉายที่พาราเม้าท์เธียเตอร์ ประตูน้ำ ตั้ง 3 รอบ แล้วก็ดูบลูฮาวายอีก 2 รอบ ชมชอบท่าเต้นร็อคของเอลวิส จำทรงผมและชุดนักร้องของเอลวิสได้ติดใจนักร้องฝรั่งคนอื่นที่ผมชื่นชอบก็มี อาทิ พอล แองก้า, แซนดร้า ดี, แฟรงกี้ เอฟเวอร่อน, แฟรงค์ สิเนตร้า, คลิฟ ริชาร์ด ดาราหนังฝรั่งที่ผมคุ้นชินชื่อก็มี อาทิ โรเบิร์ต เทเลอร์, จอนห์ เวนย์, เจน ฟอนด้า, ยูล บรินเนอร์, นาตาลี วู้ด, จูลี่ แอนดรูส์

เมื่อผมยังเป็นนักเรียนมัธยมนุ่งกางเกงขาสั้นอยู่ที่เทพศิรินทร์ มีหนังเรื่องเบนเฮอร์มาฉายอยู่ที่โรงภาพยนตร์์เฉลิมเขต สี่แยกยศเส ใกล้โรงเรียน เขาจำลองรถศึกคันที่เบน เฮอร์ ใช้แข่งไว้ที่หน้าโรงหนัง ผมต้องแวะเวียนเข้าไปดูทุกครั้งที่เดินผ่าน จำรถของเบน เฮอร์ได้ติดตา วันนี้หลับตาลงก็ยังมองเห็นรถศึกคันนั้น

ใช่ว่าผมจะนิยมชมชอบแต่นักร้องดาราฝรั่ง วัยรุ่นไทยอย่างผมไม่ทิ้งของไทย ผมชอบฟังเพลงไทยทั้งลูกทุ่งและลูกกรุง สุรพล สมบัติเจริญ, ชาย เมืองสิงห์, ผ่องศรี วรนุช, พร ภิรมย์, ชรินทร์ (งามเมือง) นันทนาคร, สุเทพ วงศ์คำแหง เพ็ญศรี พุ่มชูศรี เดี๋ยวนี้ ผมยังไม่ลืมเพลง “ดาวลูกไก่” ของพร ภิรมย์ ซึ่งเป็นเพลงลิเกยาวสองตอนได้ เพลงนี้ยาวมากต้องบันทึกลงในแผ่นเสียงทั้งสองหน้า ท่อนแรกจะจบลงว่า.... อยากฟังเรื่องต่อก็ต้อง เปิดหน้าสองฟังเอา...แล้วตอนจบของเพลงนี้ก็จะลงว่า...ด้วยอานิสงส์ใจประเสริฐ ลูกไก่ไปเกิดเป็นดาว...ถ้าผมยังจำเนื้อเพลงดาวลูกไก่ได้ทั้งหมด ผมก็จะยังห่างไกลจากอัลไซม์เมอร์

แน่นอนว่าดาราไทยสมัยผมยังเป็นวัยรุ่นก็มี อาทิ มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช (ดาราเจ้าน้ำ.ตา), ภาวนา ชนะจิต, เมตตา รุ่งรัตน์, สมบัติ เมทะนี แต่ผมจะชอบดาราตลกเป็นพิเศษ เช่น ดอกดิน กัญญามาลย์, ล้อต๊อก, สมพงษ์ พงษ์มิตร, ชูศรี พุ่มชูศรี, สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม

ผมเป็นวัยรุ่นที่นับว่าเป็นเด็กเรียบร้อย ไม่เกะกะเกเร อาจเป็นเพราะผมเรียนในโรงเรียนที่เข้มงวดเรื่องการแต่งกาย นักเรียนเทพศิรินทร์ถูกล้อเลียนว่าแต่งตัวเป็น “ลุงเชย” ทรงผมต้องเกรียนสั้น กางเกงสีกากีที่ยาวเกือบถึงเข่า คือขากางเกงต้องสั้นไม่เกิน 5 เซนติเมตรวัดจากหัวเข่า ผมเป็นวัยรุ่นที่ใจไม่กล้าพอที่จะแต่งตัวเป็น “จิ๊กโก๋” ที่นุ่งกางเกงขาลีบ รองเท้าปลายแหลม ใส่เสื้อหลวมโพรก ไว้ผมทรงเอลวิสที่ต้องใช้น้ำ.มันใส่ผมยี่ห้อตันโจชนิดแท่ง และผมก็ได้แต่ชำ.เลืองมอง “จิ๊กกี๋” วัยรุ่นหญิงใจกล้าด้วยความหวาดระแวง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาด้วย

ชีวิตวัยหนุ่มเมื่อ 30-40 ปีก่อน

ย้อนอดีตเมื่อ 30-40 ปีก่อน ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะเป็นคนปล่อยตัว ไม่รักษาสุขภาพถึงขนาดนั้น ผมเป็นคนทั้งกินเหล้าและสูบบุหรี่ในระดับที่เรียกว่า “ดื่มจัด” และ “สูบจัด” ผมรอดชีวิตช่วงนั้นมาได้อย่างน่าประหลาดใจ รอดพ้นอันตรายจากความเสี่ยงจากการขับรถขณะเมาสุรา ผมรอดพ้นจากการเป็นโรคมะเร็งปอดและถุงลมโป่งพองอันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่จัดอาจเป็นเพราะว่าตอนนั้นผมยังหนุ่มแน่น ร่างกายยังแข็งแรง หรืออาจเป็นเพราะโชคชะตาของผมยังดี พระยังคุ้มครองป้องกันผมอยู่ แต่ผมคิดว่าเกราะป้องกันสุขภาพที่ดีที่สุดของผมในเวลาต่อมาคือการที่ผมได้ละเลิกเหล้าบุหรี่ทั้งหมดแล้วตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่วัยชรา

ผมนึกถึงอดีตเมื่อครั้งยังติดบุหรี่อย่างหนัก ผมเริ่มสูบบุหรี่เมื่ออายุ 18 ปี ทันทีที่ผมได้อ่านประกาศผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ผมก็ซื้อบุหรี่กรุงทองซองแรกมาสูบ ตอนนั้นกรุงทองราคาซองละ 5 บาท พูดกันว่าเป็นบุหรี่ที่แรงที่สุด ต่อมาโรงงานยาสูบผลิตบุหรี่มีก้นกรองออกมาจำหน่าย กรุงทองติดก้นกรองก็ขยับสถานภาพขึ้นโดยใช้ชื่อว่ากรองทิพย์ ราคาซองละ 7 บาท ผมสูบกรองทิพย์เรื่อยมา เดี๋ยวนี้บุหรี่กรองทิพย์ราคาเท่าไรผมไม่ทราบ แต่ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 บาทเป็นแน่แท้ รูปลักษณ์ซองบุหรี่กรองทิพย์ทุกวันนี้คงเปลี่ยนไปจนผมไม่มีทางจำได้ ข้างซองคงมีรูปหน้าคนน่าเกลียดเพราะเป็นโรคถุงลมโป่งพองหรือไม่ก็เป็นมะเร็งที่ปาก คงมีข้อความบนซองเตือนว่า “บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ” เพื่อให้คนกลัว ยังนึกย้อนไปว่า ถ้าวันนั้นบนซองมีรูปและข้อความขู่ให้เห็นพิษภัยของการสูบบุหรี่อย่างวันนี้ ผมจะตัดสินใจอย่างไร...ลังเลใจ กลัว ไม่กล้าสูบ หรือไม่สนใจคำ.เตือน แล้วซื้อบุหรี่มาสูบ เพราะอยากมีมาดเป็นชายชาตรี

ผมสูบบุหรี่จัด เฉลี่ยราววันละซองครึ่ง ยิ่งเวลากินเหล้าด้วยแล้ว ผมจะสูบแบบมวนต่อมวน ขาดบุหรี่ไม่ได้เลย เรียกว่ามือหนึ่งถือแก้วเหล้า มือหนึ่งคีบบุหรี่ ตอนนี้ กลับไปนึกแล้วนึกอีกว่าตัวเองทำอย่างนั้นไปได้อย่างไร

แต่สมัยนั้น การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมปรกติธรรมดาในสังคมไทย เราสูบบุหรี่ที่ไหนก็ได้ ในร้านอาหาร ร้านค้า โรงหนัง โรงละคร บนรถเมล์ รถไฟ รถแท็กซี่ บนเครื่องบิน ในห้องประชุม ในโรงแรม ในสนามกีฬา สวนสาธารณะ ฯลฯ

เมื่อ 30-40 ปีก่อน แม้แต่ในมหาวิทยาลัยมหิดลที่มีชื่อเสียงทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่ประชุมทั้งระดับคณะและมหาวิทยาลัยจะมีที่เขี่ยบุหรี่วางเตรียมไว้สำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ในระหว่างการประชุม ใครจะสูบบุหรี่เมื่อไรก็ได้ที่ประชุมในหน่วยงานอื่นๆ ก็คงเป็นเช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยมหิดลคือทุกคนสูบบุหรี่ระหว่างการประชุมได้

บุหรี่เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ต้องจัดถวายให้พระสงฆ์ ผมเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดว่าเมื่อนิมนต์พระมาสวดงานบุญที่บ้าน เจ้าภาพต้องจัดหมากพลู บุหรี่ น้ำร้อน น้ำชา ไว้ประเคนถวายท่านอย่าให้ขาดตกบกพร่อง สมัยก่อนที่คนไทยยังกินหมากพลูกันอยู่เจ้าภาพก็ต้องเตรียมหมากพลูที่จีบไว้เป็นคำ.ๆ และบุหรี่ที่มวนไว้รับรองพระสงฆ์ มาในสมัยเมื่อผมเป็นหนุ่ม คนไทยเลิกกินหมากกันแล้ว เจ้าภาพก็เตรียมเฉพาะบุหรี่ใส่จานรองพร้อมไม้ขีดไฟไว้สำหรับพระสงฆ์

โรงภาพยนตร์สมัยก่อนมีขนาดใหญ่ แต่ละโรงมีหลายร้อยที่นั่ง แต่ละที่นั่งมีที่เขี่ยบุหรี่เฉพาะ ผู้เข้าชมภาพยนตร์สามารถสูบบุหรี่ได้ตลอดเวลา ดังนั้นเราอาจเห็นควันบุหรี่ลอยคละคลุ้งอยู่ในลำ.แสงจากเครื่องฉายสู่จอ ผมเป็นคนสูบบุหรี่ จึงไม่สามารถพูดได้ว่าคนไม่สูบบุหรี่ที่เข้าไปร่วมดูหนังจะรู้สึกอึดอัดลำบากใจอย่างไรในสมัยนั้น แต่มาในสมัยนี้ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครทนสภาพเช่นนั้นได้ แม้แต่คนสูบบุหรี่ด้วยกันเอง

ผมนึกภาพบนเครื่องบินเมื่อสมัยยังเป็นหนุ่ม ที่จริง ผมขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตก็เมื่อเป็นหนุ่มอายุถึง 23 ปีแล้ว นั่งเครื่องครั้งแรกก็เป็นเครื่องบินใหญ่ โบอิ้ง 707 บินไกลไปถึงอเมริกาเลยทีเดียว สมัยนั้นที่นั่งบนเครื่องจะแบ่งออกเป็นพื้นที่สูบบุหรี่ (smoking area) และพื้นที่ไม่สูบบุหรี่ (non-smoking area) เวลาจองที่นั่งเราต้องบอกพนักงานภาคพื้นดินของสายการบินว่าต้องการที่นั่งบริเวณพื้นที่ไหน สูบหรือไม่สูบบุหรี่ แต่ละที่นั่งจะมีที่เขี่ยบุหรี่ไว้ให้ เวลาเครื่องบินจะขึ้นหรือจะลง จะมีสัญญาณเป็นรูปสัญลักษณ์ให้ผู้โดยสารคาดเข็มขัดที่นั่งและงดสูบบุหรี่ แน่นอนว่าสมัยนั้นเมื่อผมจะต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน ผมจะขอเลือกที่นั่งในเขตพื้นที่สูบบุหรี่

โชคดีที่เมื่อผมเป็นคนชรา ผมได้เลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาดแล้ว สายการบินทุกสายก็ประกาศเป็นสายการบินปลอดบุหรี่ตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะใช้เวลาบินนานเพียงใดก็ตาม

ผมยังนึกไม่ออกว่าเราผ่านชีวิตในสังคมสมัยนั้นมาได้อย่างไร ควันบุหรี่คลุ้งตลบในห้องประชุม ในงานฉลองสมรสที่คนมาชุมนุมกันหนาแน่นตามโรงแรม ในโรงหนังโรงละคร บนเครื่องบิน ในสนามบิน บนรถไฟ รถโดยสารประจำทาง ในรถแท็กซี่ ในร้านอาหาร

เดี๋ยวนี้ ผมมีเพื่อนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังสูบบุหรี่อยู่ ซึ่งก็น่าเห็นใจคนสูบบุหรี่เพราะสังคมทุกวันนี้เหลือพื้นที่ให้พวกเขาน้อยเหลือเกิน ผมเคยติดบุหรี่มาก่อน จึงเข้าใจความรู้สึกของคนสูบบุหรี่ได้ดี เมื่อถึงคราวที่อยากสูบ ก็ต้องได้สูบ ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกหงุดหงิดและไม่มีความสุข ผมมักพูดเล่นๆ กับเพื่อนที่ยังสูบบุหรี่ว่า ถ้าสูบแล้วสบายใจ ก็สูบไปเถิด อย่าเลิกสูบเลยสงวนพันธุ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นตัวอย่างว่าคนสูบบุหรี่มีหน้าตาเป็นอย่างไร สวัสดี ลาก่อนครับ ท่านผู้อ่านประชากรและการพัฒนาที่เคารพ ....

Since 25 December 2012