ประชากรต่างแดน

บทเรียนจาก....ยามาโตะเด็กดื้อจอมอึด

อมรา สุนทรธาดา This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับพ่อแม่ที่จะรับมือกับลูกจอมซน เรื่องราวของยามาโตะเด็กชายวัย 7 ปี อยู่ที่เมืองฮ็อกไกโด ประเทศญี่ปุ่น รอดตายอย่างเหลือเชื่อหลังจากพลัดหลงเข้าไปในป่าที่ชุกชุมด้วยหมีป่าเป็นเวลาถึง 6 วัน ซึ่งอุณหภูมิช่วงกลางคืนขณะนั้นลดต่ำลงถึง 7 องศาเซลเซียส และเด็กชายมีเพียงน้ำดื่มจากท่อประปาเพื่อประทังชีวิตไปแต่ละวันเท่านั้น เหตุการณ์ที่กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกนี้ เกิดจากพ่อของยามาโตะโกรธและไล่เขาลงจากรถขณะที่ครอบครัวพากันไปพักผ่อนในวันหยุด เพราะยามาโตะไม่เชื่อที่พ่อห้ามไม่ให้ขว้างก้อนหินใส่รถยนต์และนักท่องเที่ยว ซึ่งตัวพ่อเองน่าจะยังอารมณ์เสียจากการที่โรงเรียนขอให้ย้ายลูกชายออก เพราะลูกชายมีพฤติกรรมใช้ไม้ฟาดรถยนต์ในโรงเรียนจนได้รับความเสียหายไปหลายคัน แต่จริงๆ แล้ว ในวันที่เกิดเหตุพลัดหลงนั้น พ่อต้องการเพียงจะขู่ลูกชายเล่นๆ ทว่าเมื่อขับรถวนกลับมารับลูก ก็สายเกินไปแล้วเนื่องจากไร้เงาของยามาโตะ

การค้นหาอย่างเข้มข้นเริ่มต้นทันทีเมื่อตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือ มีผู้เกี่ยวข้องราว 150 คน ลาดตระเวนในจุดที่ต้องสงสัย เนื่องจากป่ามีพื้นที่กว้างและวกวน ต้องใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ช่วยในการค้นหา ในที่สุดหน่วยลาดตระเวนทหารก็พบยามาโตะในที่พักค่ายทหาร ห่างจากจุดที่ลงจากรถพ่อของเขาไปประมาณ 5 กิโลเมตร ยามาโตะเล่าว่าเขากลัวมากและพยายามเดินให้เร็วที่สุดเพื่อหาทางออกจากป่า จนไปพบกระท่อมร้างเล็กๆ ที่เป็นค่ายทหาร โชคช่วยที่ยังมีที่นอนเก่าๆ ที่เขาใช้ป้องกันความหนาวเหน็บตลอดทั้ง 6 คืน

บทเรียนจากเรื่องราวทั้งหมดมีข้อคิดหลายแง่มุมด้วยกัน เช่น เด็กน้อยวัย 7 ปี มีสัญชาตญาณแห่งการเอาชีวิตรอดได้อย่างเหลือเชื่อ พ่อไม่มีความผิดทางข้อกฎหมาย และเราคงต้องมาทบทวนกันว่าการเป็นพ่อแม่ที่มีศักยภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกที่ซุกซน ดื้อรั้น ควรมีวิธีการอย่างไรบ้าง

แนวคิดเชิงจิตวิทยาคลินิก แบ่งประเภทวิธีการเลี้ยงลูกที่มีผลต่อพัฒนาการด้านบุคลิกภาพและอารมณ์ของลูก 4 ประเภท ดังนี้

  1. เลี้ยงลูกแบบให้เสรีภาพ คือการเลี้ยงดูลูกแบบ ลูกเป็นศูนย์กลาง โดยพ่อแม่จะไม่ตั้งความหวังสูงเกินไป เน้นการสื่อสารระหว่างพ่อแม่ลูกและการให้คำแนะนำเชิงบวก เพื่อสร้างบุคลิกภาพให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตนเอง วิธีนี้มีข้อจำกัดเช่นกัน เพราะไม่มีการกำหนดผลสำเร็จและความคาดหวังในกรอบเวลาหรือเงื่อนไขที่ชัดเจน
  2. เลี้ยงลูกแบบเข้มงวด เป็นการเลี้ยงดูอบรมลูกโดยพ่อแม่ควบคุมพัฒนาการบุคลิกภาพของลูกอย่างเข้มข้น ตั้งความหวังในผลสัมฤทธิ์สูง
  3. เลี้ยงลูกแบบมีเหตุมีผล เป็นวิธีการเน้นการให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูลูกแบบตั้งความหวังในระดับสูงเน้นการให้คำแนะนำเชิงบวก เพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพให้มีความมั่นใจด้านพัฒนาการทั้งกายและจิต
  4. เลี้ยงลูกแบบตามยถากรรม การเลี้ยงดูที่พ่อแม่ขาดความตระหนักถึงความต้องการของลูกในการพัฒนาบุคลิกภาพ เพราะพ่อแม่ขาดความมั่นคงด้านอารมณ์ ขาดการให้ความรักต่อลูก ตลอดจนการตอบโต้เชิงลบกับลูกจนเกินความจำเป็นหรือขาดเหตุผล

การลงโทษเด็กเป็นวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งที่พ่อแม่อาจคิดว่าจะหยุดยั้งความดื้อ ซน และพฤติกรรมก้าวร้าวต่างๆ ของลูกอย่างได้ผล แต่การทำโทษทางกายจะมีผลอย่างยิ่งต่อเด็กด้านจิตใจ เช่น การลงโทษแบบ ขังเดี่ยว หรือการกักบริเวณในเวลาสั้นๆ นักจิตวิทยาให้ความเห็นว่าการลงโทษด้วยวิธีนี้ จะมีผลต่อพฤติกรรมของเด็กอย่างมากทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะเด็กที่มีอารมณ์โกรธรุนแรง เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่ดีต้องถูกแยกจากผู้อื่น วิธีการลงโทษเช่นนี้ ต้องคำนึงถึงอายุของเด็กด้วย เช่น เด็กอายุ 5 ขวบ ไม่ควรลงโทษด้วยวิธีนี้นานกว่า 5 นาที เพราะจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมต่อต้านพ่อแม่มากขึ้น นอกจากนี้การลงโทษด้วยการห้ามทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ห้ามออกนอกบ้านหรือไปเที่ยวสถานที่ชอบไป ห้ามเล่นเกมส์ ดูโทรทัศน์ หรือวิดีโอ มักใช้กับลูกที่อายุใกล้เป็นวัยรุ่นหรือเป็นวัยรุ่นเต็มตัวแล้ว และการลงโทษด้วยการดุด่า ด้วยถ้อยคำ.หยาบคาย จะมีผลต่อการสูญเสียความภูมิใจในตนเองของลูก

มีการเคลื่อนไหวในหลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรป และประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา เสวีเดนเป็นประเทศนำร่องตั้งแต่ปี 2522 ที่ออกกฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้ปลอดภัยจากความรุนแรงทางกายหรือจิตใจ ทั้งที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวและโรงเรียน ในกรณีของสวีเดน ได้ผลอย่างชัดเจนเนื่องจากการลงโทษลูกด้วยความรุนแรงลดลงจากร้อยละ 90 เหลือเพียงร้อยละ 10 ระหว่างปี 2503-2543 สำหรับประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก มาตรา 22 กำหนดบทลงโทษผู้ละเมิดกฎหมายเช่นกัน

การรับมือกับเด็กดื้อ เด็กซน มีหลายวิธี ขออย่างเดียวอย่าเลือกวิธีที่ยามาโตะเผชิญมาแล้ว

 

ยามาโตะพร้อมพ่อแม่ หลัง 6 วัน รอดปาฏิหารย์ 
ภาพ : สำนักข่าวเอเอ็ฟพี วันที่ 7 มิถุนายน 2559

Since 25 December 2012