แรงงานไทย กับฤดูกาลเก็บเกี่ยวเบอร์รี่ ในสวีเดนและฟินแลนด์

สุรีย์พร พันพึ่ง
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ช่วงประมาณปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนตุลาคม เป็นฤดูกาลเก็บเบอร์รี่ของประเทศ สวีเดน และฟินแลนด์ ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่แต่เพียง แรงงงานไทยนับพัน แต่รวมถึงแรงงานต่างชาติจากประเทศในเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม และ บังคลาเทศและแถบยุโรป เช่น รัสเซีย ยูเครน โปแลนด์ และเบลารุส ซึ่งต่างก็เดินทางไปดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ของเบอร์รี่ป่านานาชนิด โดยมีความหวังที่จะทำงานและมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำกลับบ้านเกิด

เบอร์รี่ป่าในสวีเดนและฟินแลนด์มีหลากหลายชนิด แต่ชนิดที่คนนิยมทานและต่อมาพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมส่งออก และนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตยาบำ.รุงสายตา วิตามิน เครื่องดื่ม อาหาร และอุปกรณ์เสริมความงามต่างๆ คือ cloud berry (หมากเหลือง), lingon berry (หมากแดง), blueberry (หมากดำ.) และ crow berry (หมากขี้กา)1 ซึ่งเป็นไม้พุ่มเตี้ยติดพื้นออกผลให้เก็บเกี่ยวได้ช่วงฤดูร้อนของทุกปี
จุดเริ่มต้นของการที่คนไทยไปเก็บเบอร์รี่นี้ มาจากการที่หญิงไทยที่ไปแต่งงานกับคนสวีเดนหรือฟินแลนด์ ได้ชักชวนญาติให้มาเที่ยวและมาเก็บเบอร์รี่ ตั้งแต่เมื่อประมาณปี 2530 และด้วยรายได้ที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ทำ.ให้มีการบอกต่อๆ กัน มีแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศสวีเดนเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี (ตาราง 1)

ตาราง 1 แรงงานไทยเดินทางไปประเทศ สวีเดนและฟินแลนด์ ระหว่าง ปี พ.ศ. 2550-2558

ประเทศ255025512552255325542555255625572558
สวีเดน 2,375 3,867 6,003 3,329 2,549 5,587 6,603 2,942 4,197
ฟินแลนด์ 1,104 358 419 1,952 2,756 3,053 3,537 2,859 3,833


ที่มา: สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน สถิติรายปี 2550-2558
หมายเหตุ: ตัวเลขในตารางรวมแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตทำงานประเภทอื่นๆ ด้วยแต่มีจำนวนไม่ถึงร้อยละหนึ่ง อย่างไรก็ดีตัวเลขนี้ยังไม่รวมแรงงานไทยที่ไปเก็บเบอร์รี่ แต่เข้าเมืองในฐานะเป็นญาติพี่น้องของคนไทยที่ไปตั้งรกรากในประเทศเหล่านี้

อย่างไรก็ดี ยังคงมีปัญหาที่แรงงานไม่ได้รับความเป็นธรรม มีการประท้วงของแรงงานชาติต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเมื่อปี 2553 ประเทศสวีเดนได้ใช้ระบบสัญญาจ้างงานขึ้นครั้งแรก โดยได้ระบุระยะเวลา และชั่วโมงการทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง เงินเดือน 80,000 บาท แต่ไม่มีรายละเอียดเรื่องการจ่ายเงินล่วงเวลา ซึ่งโดยปกติแรงงานไทยมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประเทศสวีเดนและอยู่กินด้วยตัวเอง ประมาณ 155,000– 180,500 บาทต่อฤดูกาล (75 วัน) ซึ่งเมื่อคำนวณแล้ว ในเวลาประมาณสองเดือนครึ่งนี้ แรงงานจะมีเงินเหลือกลับบ้านประมาณ สองสามหมื่นบาทเท่านั้น2

ภาพจาก จรรยา ยิ้มประเสริฐ, 2555 http://hirvikatu10.net/timeupthailand/?p=2644

ประเทศฟินแลนด์เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความต้องการและพึงพอใจกับการทำงานอย่างทุ่มเทและอดทนของแรงงานไทยมากกว่าแรงงานชาติอื่นๆ มีแรงงานไทยเดินทางไปเก็บเบอร์รี่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2551 (ตาราง 1) และประเทศฟินแลนด์ให้สิทธิแก่ชาวต่างชาติทุกคนสามารถเดินทางเข้าประเทศในลักษณะท่องเที่ยวเพื่อเก็บผลไม้ป่าชนิดเบอร์รี่ เห็ด และดอกไม้บางชนิดได้ โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานและไม่จำเป็นต้องมีนายจ้าง และรายได้ที่เกิดจากการขายของป่าเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลฟินแลนด์ ทำให้แรงงานไทยส่วนมากไปทำงานในฐานะ “นักท่องเที่ยวจ้างงานตัวเอง” ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงคือไปทำงาน โดยแรงงานต้องเป็นผู้ยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเองทั้งหมด โดยเฉลี่ยแรงงานไทยมีค่าเดินทางและใช้จ่ายในฟินแลนด์ประมาณ 138,500–149,500 บาทต่อฤดูกาล

มีการต่อต้านจากคนท้องถิ่นและสมาคมคนเก็บเบอร์รี่ท้องถิ่นประเทศฟินแลนด์ จนมีการออกกฎระเบียบไม่ให้เก็บเบอร์รี่ในพื้นที่ส่วนบุคคลใกล้บ้านเรือน และเคร่งครัดกับเวลาการเปิด-ปิดประตูเมื่อเข้าไปยังเขตกวางเรนเดียร์ และในปี 2555 คนงานเก็บเบอร์รี่ต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เก็บหมากเหลือง เนื่องจากเป็นเบอร์รี่ป่าที่มีราคาแพงและคนท้องถิ่นเก็บกันมาก3

การเดินทางของแรงงานไทยเพื่อไปทำงานหรืออีกนัยหนึ่ง คือเป็นการไปเสี่ยงโชคมากกว่า เพราะผลผลิตผลไม้ป่าเหล่านี้ขึ้นกับสภาพภูมิอากาศในแต่ละปีร่วมกับความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของแรงงานแต่ละคน ทำให้รายได้ของแรงงานแต่ละคนไม่แน่นอน และแตกต่างกัน มีหลายคนที่โชคดีสามารถทำกำไรได้อย่างงดงาม แต่ก็มีหลายคนอีกเช่นกันที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินในประเทศไทยหรือมีหนี้สินที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที และมีคนที่ไม่มีทางออกถึงกับฆ่าตัวตายไปแล้วก็มี อย่างไรก็ดีก็ยังคงมีแรงงานไทยหน้าใหม่ๆ ร่วมเดินทางไปแสวงโชคกับแรงงานเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา โดยช่วงที่แรงงานไทยเดินทางไปทำงานนั้นเป็นช่วงที่กำลังว่างงานพอดี เนื่องจากรอฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม กำลังทำการศึกษาเรื่อง “การเปลี่ยนผ่านของการย้ายถิ่นระหว่างประเทศ: ลักษณะของผู้ย้ายถิ่นชั่วคราว”4 ซึ่งเป็นการศึกษาใน 11 ประเทศ ได้แก่ ประเทศฟินแลนด์ เบลเยี่ยม เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ฮังการี ยูเครน ตุรกี จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ และไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อลักษณะและผลกระทบทางนโยบาย ประเด็นการย้ายถิ่นชั่วคราว ระหว่างทวีปเอเชีย และสหภาพยุโรป ซึ่งหนึ่งในประเด็นการย้ายถิ่นนี้คือ การย้ายถิ่นตามฤดูกาลของแรงงานไทย

การศึกษานี้พบว่า ส่วนมากแรงงานไทยเดินทางไปทำงานกันเป็นครอบครัว และพอใจที่สามารถเก็บเงินได้เป็นจำนวนมากถึงแม้ว่าจะต้องทำงานหนัก และมีความยากลำบาก แต่ทุกคนก็คิดว่าเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ และถึงแม้ว่าจะมีประสบการณ์คนในครอบครัวตัดสินใจฆ่าตัวตายในขณะที่ไปทำงาน ก็ยังไม่คิดที่จะหยุดการไปเก็บเบอร์รี่

คุณปราโมทย์จากขอนแก่น เล่าให้ฟังว่าเขาไปเก็บผลไม้ป่าจากการชักชวนของพ่อ ซึ่งมีประสบการณ์เก็บเบอร์รี่ที่สวีเดนและฟินแลนด์มาแล้ว 12 ปี และคุณวีระจากขอนแก่นบอกว่า เมื่อปี 2557 เขาได้เงินจากการเก็บเบอร์รี่ถึง 180,000 บาท ซึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักเงินที่กู้ยืมแล้ว เขาได้ใช้เงินนี้เป็นค่าผ่อนรถของน้องชาย และค่าใช้จ่ายของลูกสาวอีกด้วย

บริษัทนายหน้าจัดหาแรงงาน และนายจ้างถือว่ามีส่วนสำคัญต่อความเป็นอยู่ของผู้เก็บเบอร์รี่ด้วยเช่นกัน เช่น บริษัทนายหน้ากลุ่มของคุณปราโมทย์มีการจัดหาที่พัก มีแม่ครัว มีการทำประกันสุขภาพให้กับแรงงาน แต่ในกรณีของคุณอมรกลับพบว่าที่พักที่เขาอยู่นั้นมีห้องน้ำเพียงห้องเดียวในขณะที่มีคนอยู่ร่วมกัน 10 คน ซึ่งจะต้องแย่งกันใช้ห้องน้ำในตอนเช้า เพื่อเตรียมตัวรีบออกไปเก็บเบอร์รี่ และกลุ่มของคุณอมรยังมีปัญหาที่นายจ้างไม่โอนเงินค่าตอบแทนให้ตามที่กำหนด และยังมีกรณีคนที่ไปด้วยกันได้ฆ่าตัวตายเนื่องจากเครียดเรื่องค่าตอบแทนที่ไม่เพียงพอด้วย

นอกจากนี้แรงงานยังถูกหักค่าใช้จ่ายรายวัน เป็นค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าน้ำมันรถ โดยไม่มีการบอกล่วงหน้าและในอัตราที่ไม่เท่ากัน พบว่าบริษัทหนึ่งหักค่าใช้จ่ายถึงวันละ 810 บาท แต่บริษัทอื่นหักแค่วันละ 315 บาทเป็นต้น และยังมีการเอาเปรียบเรื่องการชั่งผลไม้ ที่มีการปัดเศษกิโลออกไป “ครับ กับบริษัทนี้ก็ชั่งผลไม้ มันก็จะเป็นบล็อกผลไม้ เราก็ยกชั่ง...ชั่งทีละบล็อก สมมติว่าชั่งได้ 9.5 กิโลฯ มันก็เอาออกไปเลย 0.5 กิโลฯ” (อาทิตย์ ขอนแก่น)

ที่สำคัญคือบริษัทได้ยึดหนังสือเดินทางของแรงงานไว้ ทำให้เมื่อแรงงานมีปัญหากับนายจ้างจึงไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้เอง จนกว่าจะหมดเวลาตามสัญญาจ้าง

ตั้งแต่ปี 2553 กระทรวงแรงงานของไทยได้เข้ามามีบทบาทในการให้ความรู้ การเตรียมตัวก่อนเดินทาง รวมทั้งเจรจาเรื่องการกำหนดจำนวนผู้ที่จะเดินทางให้เหมาะสมกับผลิตผลทางการเกษตรของประเทศปลายทาง เพื่อไม่ให้แรงงานต้องไปเสี่ยงกับการเป็นหนี้เป็นสินจากการเดินทางในแต่ละปี จากการศึกษาในครั้งนี้ เสนอให้กระทรวงแรงงานเจรจา เรื่องการเปิดบัญชีส่วนตัวของแรงงาน5ในประเทศปลายทางเข้มงวดกับการคัดเลือกบริษัทนายหน้า และนายจ้าง รวมทั้งการดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย

1 ชื่อในวงเล็บนี้ ใช้เรียกกันเองในหมู่คนไทย ตามสีและลักษณะของเบอร์รี่แต่ละชนิด
2 ปี 2553 ได้เกิดมีการประท้วงของแรงงานไทย ในประเทศสวีเดน เนื่องจากแรงงานไม่ได้รับค่าตอบแทนตามสัญญาปากเปล่าจากบริษัทที่นำ.เข้าแรงงาน แต่ในที่สุดไม่มีส่วนงานที่ได้รับประโยชน์จากจากผลผลิตของแรงงานเหล่านี้เข้ามารับผิดชอบ ปล่อยให้แรงงานเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายด้วยตนเอง
3 แรงงานต่างชาติต่างต้องการเก็บหมากเหลือง เพราะเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากการขาดทุนของการเดินทางแต่ละครั้งได้เป็นอย่างดี
4 นักวิจัยโครงการประกอบด้วย สุรีย์พร พันพึ่ง มนสิการ กาญจนะจิตรา สักกรินทร์ นิยมศิลป์ และภัทราภรณ์ จึงเลิศศิริ
5 ประเทศฟินแลนด์จ่ายค่าจ้างผ่านระบบธนาคารเท่านั้น

บรรณานุกรรม:

  • จรรยา ยิ้มประเสริฐ.2555. “เจาะลึกและตีแผ่ขบวนการพาคนไทยมาเก็บเบอร์รี่ที่สวีเดน ฟินแลนด์” ค้นหาจาก http://hirvikatu10.net/timeupthailand/?p=2644
  • สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน สถิติรายปี 2550-2558
  • Valkonen, J. and Rantanen, P. 2005. Thai berry pickers in Finland, ค้นหาจาก http://www.pri.org/stories/2015-10-16/thai-berry-pickers-nordic-lapland-take-home-cash-and-antlers
  • Woolfson,C, Thrnqvist,C, Herzfeld Olsson, P.ม.ป.ป. รายงาน เรื่อง Forced Labour in Sweden? The Case of Migrant Berry Pickers.

Since 25 December 2012