นานาสาระประชากร

สังคมสูงอายุ กับ สังคมผู้สูงอายุ

ปราโมทย์ ประสาทกุล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

7 มีนาคม 2558

วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่อยากจะเชื่อว่าขณะนี้ได้สิ้นสุดเดือนที่สองของปีใหม่แล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่เดือนที่สามของปี 2558 ผมขึ้นต้นเรื่องที่จะเขียนวันนี้ด้วยการพูดถึงความเร็วของกาลเวลา เพราะเมื่อถึงวันเกิดในแต่ละปี ผมก็จะมาคิดทบทวนว่าอายุของเราได้เพิ่มขึ้นอีกปีหนึ่งแล้ว บัดนี้ ผมสามารถเรียกตัวเองว่าเป็น “ผู้สูงอายุ” ได้อย่างเต็มปาก หรือจะเรียกว่าเป็น ส.ว. (สูงวัย) ก็ได้โดยไม่ต้องให้ใครมาเลือกหรือลากเข้าสภา

เดือนมีนาคมปีนี้ ผมมีอายุเลยเกณฑ์ 65 ปีมาสองสามปีแล้ว ดังนั้น ถ้าผมจะไปชักชวนใครต่อใครว่าเรามาเปลี่ยนนิยามผู้สูงอายุไทย จาก 60 ให้เป็น 65 ปีกันเถอะ ผมก็ไม่ต้องตะขิดตะขวงใจว่าผมอยากเลื่อนอายุผู้สูงวัยเป็น 65 ปีเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ด้วยเหตุผลว่าตัวเองยังอยากเป็นหนุ่มอยู่ต่อไป ยังไม่อยากถูกเรียกว่าเป็นผู้สูงอายุ มาถึงวันนี้ อายุเท่านี้แล้ว ใครจะเรียกผมว่าเป็นคุณทวด คุณตา ก็เชิญตามสบาย

สังคมไทยแก่ไวมากๆ

ผมคิดว่าเดี๋ยวนี้คนไทยยอมรับกันแล้วว่าสังคมไทยของเรามีอายุมากขึ้น สื่อต่างๆ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์พูดถึงประเด็นการสูงวัยของประชากรไทยกันอยู่บ่อยๆ หลายครั้ง ที่เราได้อ่านพบหรือได้ยินว่าสังคมไทยเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” ผมได้ยินคำว่าสังคมผู้สูงอายุนี้แล้วก็คิดถึงสังคมของผู้สูงอายุ หรือผู้สูงอายุมาเข้าสังคมรวมกลุ่มกัน ตั้งเป็นกลุ่ม เป็นชมรมประกอบกิจกรรมต่างๆ ที่สมาชิกในกลุ่มสนใจ เช่นร้องเพลง พากันไปเที่ยว รวมกันไปหาอาหารอร่อยๆ รับประทาน เข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรม ฯลฯ

แต่ผมอยากจะให้พวกเรานึกถึงคำว่า “สังคมสูงอายุ ทุกวันนี้ประเทศไทยได้กลายเป็น “สังคมสูงอายุ” หรือ “สังคมสูงวัย” ไปแล้ว โปรดสังเกตว่าผมเขียนสังคมสูงอายุ ไม่ใช่สังคมผู้สูงอายุ เขียนต่างกันนิดเดียวตรงที่ไม่มีคำว่า “ผู้” แต่ความหมายต่างกันนะครับ สังคมสูงอายุ ไม่ได้หมายถึงสังคมของผู้สูงอายุ หรือสังคมที่ผู้สูงอายุมารวมกลุ่มกัน หากแต่หมายถึงทั้งสังคมไทยมีอายุสูงขึ้นจนถึงเกณฑ์ที่จะเรียกว่าเป็นสังคมสูงอายุ (สัดส่วนของประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีมากถึงร้อยละ 10 หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมีมากถึงร้อยละ 7 ของประชากรทั้งหมด) สาเหตุที่เรากลายเป็นสังคมสูงอายุเพราะเด็กเกิดน้อยลงทำให้สัดส่วนประชากรวัยเยาว์ลดลง แล้วไปเพิ่มสัดส่วนที่ประชากรอายุมากๆ ซึ่งมีอายุยืนยาวขึ้น สังคมสูงอายุจึงมีความหมายว่าทั้งสังคมมีอายุสูงขึ้น

ความจริงแล้ว ประเทศไทยเข้าเกณฑ์การเป็นสังคมสูงวัยเมื่อมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากถึงร้อยละ 7 มาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว ในระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมาอัตราส่วนร้อยของประชากรสูงอายุไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2558 นี้ประมาณว่าประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมีมากถึงร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด 65 ล้านคน ในอีกเพียง 6 ปีข้างหน้า จะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 14 และอีก 25 ปีข้างหน้า ในปี 2583 ประชากรสูงอายุ 65+ จะมีมากถึงร้อยละ 23 ของประชากรทั้งหมด

เราลองวาดภาพดูก็แล้วกัน อีกไม่นาน หนึ่งในสี่หรือหนึ่งในห้าของคนไทยจะเป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผมไม่อยากใช้อายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นเกณฑ์ เพราะนับวันคนไทยก็จะยิ่งแก่ช้าลง อายุหกสิบต้นๆ (หรือแม้กระทั่งหกสิบปลายๆ) ก็จะยังแข็งแรง หน้าตายังดูเป็นหนุ่ม-เป็นสาว และควรจัดอยู่ใน “วัยกลางคน” เสียมากกว่า

ต่อไปนี้ จะพูดถึง “สังคมผู้สูงอายุ”

สังคมสูงอายุ กับ สังคมผู้สูงอายุต้องขึ้นหัวข้อไว้ก่อนว่าต่อไปนี้จะเขียนถึง “สังคมผู้สูงอายุ” ไม่ใช่ “สังคมสูงอายุ” ผมอยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการที่ผู้สูงอายุสร้างกลุ่มสังคมของตนขึ้นมาเพื่อพบปะสังสรรค์หรือทำกิจกรรมร่วมกัน

ไม่ทราบว่าผมเข้าข้างตัวเองเกินไปหรือเปล่า ทุกวันนี้ จึงมองเห็นใครต่อใครเป็นผู้สูงอายุเหมือนตัวเองอยู่ทั่วไปหมด ไปเดินตามซูเปอร์มาร์เก็ตก็เห็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่หนาตา ตามถนนหนทาง ตามป้ายรถเมล์ สวนสาธารณะ ผมก็เห็นแต่ผู้สูงอายุ หรือเพราะเรามีอายุมากขึ้น จึงสนใจคนรุ่นเดียวกันเป็นพิเศษ แต่การเห็นคนอายุรุ่นๆเดียวกันอยู่ทั่วไปเช่นนี้ก็เป็นข้อดีที่ทำให้เราไม่รู้สึกอ้างว้างว้าเหว่ รู้สึกว่ามีเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่ใกล้ๆ และก็คงจะทำให้ชีวิตของเราไม่เหงาเกินไปนัก

สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก จากที่เคยเป็นสังคมเยาว์วัยก็กลายเป็นสังคมสูงวัย ทุกวันนี้ ผู้สูงอายุมีบทบาทในสังคมอย่างมากจนเห็นได้ชัด คนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องการบ้านการเมือง ก็เห็นมีแต่ผู้อาวุโสเยอะแยะไปหมด ไม่ค่อยเห็นคนหนุ่มสาวมากนัก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ผมรู้จักคน (ท่าน) หนึ่งเล่าว่าในสภาแห่งนี้มีแต่คนอายุมากๆ ผมหลีกเลี่ยงคำพูดของท่านที่บอกผมตรงๆ ว่า “มีแต่คนแก่ๆ” ผมอยากจะลองเอาข้อมูลอายุของสมาชิก สปช. รวมทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มารวมแล้วหาค่าเฉลี่ยดู ไม่กล้าเดาว่าอายุเฉลี่ยของสมาชิก สปช. และ สนช. จะเป็นเท่าไร เกรงว่าจะเผลอเรียกว่าสภาซีเนียร์หรือพฤฒิสภาไปเสียเท่านั้น

เมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น และส่วนใหญ่ยังมีพลังพร้อมที่จะประกอบกิจกรรมต่างๆ เราจึงเห็นกลุ่มหรือชมรมผู้สูงอายุเกิดขึ้นมากมายในสังคมไทย เกือบทุกหมู่บ้านตำบล จะมีกลุ่มสังคมผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ ผู้สูงอายุในชุมชนเดียวกันที่มีความสนใจใกล้เคียงกันอาจรวมกลุ่มคุยกันตามเวลาที่สะดวก กลุ่มผู้สูงอายุที่รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มหรือชมรมก็น่าจะมีจำนวนนับหมื่นแล้วในประเทศไทย กลุ่ม/ชมรมผู้สูงอายุเหล่านี้จะจัดกิจกรรมสำหรับสมาชิก เช่น ออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ จัดรายการไปทัศนศึกษาร่วมกัน จัดกิจกรรมรักษาศิลปวัฒนธรรมไทย รวมกลุ่มกันผลิตสินค้าพื้นบ้าน

เพื่อนรุ่นผมหลายคนเข้าสังคมผู้สูงอายุที่เล่นกอล์ฟ คนเล่นกอล์ฟต้องมีก๊วน คือคนที่เล่นด้วยกันเป็นประจำ เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านเอาดีทางกอล์ฟมาตั้งแต่เป็นนายอำเภอ บัดนี้ท่านไต่เต้าขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดทางกอล์ฟแล้ว คือ นายกสมาคมกอล์ฟผู้อาวุโสแห่งประเทศไทย สมาคมนี้อยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 สังคมของเพื่อนคนนี้ก็เป็นสังคมผู้สูงอายุที่นิยมกีฬากอล์ฟด้วยกัน ก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง (ให้ชื่อไว้เลยก็ได้ เผื่อมีผู้อาวุโสท่านใดสนใจกีฬากลางแจ้งชนิดนี้ เพื่อนผมคนนี้ชื่อ เจด็จ มุสิกวงศ์ ครับ)

สังคมนิยมร้องเพลง

เมื่อวันก่อน ผมไปเดินที่ศูนย์การค้าบิ๊กซี ลาดพร้าว ได้ขึ้นไปหาอาหารรับประทานที่ศูนย์อาหารชั้นสอง แล้วผมก็ได้เห็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมทั้งชายและหญิงราว 40-50 คนนั่งฟังเพลงอยู่หน้าเวทีที่เขาจัดพื้นที่ไว้เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์อาหารนั้น บนเวทีมีนักดนตรีคนหนึ่งเล่นคีย์บอร์ดให้นักร้องร้องเพลงไทยที่ผมฟังรู้เรื่องและคุ้นเคย “นี่มันงานอะไรกัน” ผมคิด

ผมยืนดูอยู่ครู่หนึ่งก็พอจะจับความเป็นไปได้ว่านักร้องที่ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีนั้นไม่ใช่นักร้องอาชีพ เขาต่อคิวขึ้นไปร้องคนละเพลง ทั้งคนขึ้นไปร้องเพลงและคนฟังคะเนว่าอายุเกินเกณฑ์ผู้สูงอายุ 60 ปีตามกฎหมายไทย และส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้สูงอายุวัยกลาง 70-79 ปีด้วยซ้ำ

สังคมสูงอายุ กับ สังคมผู้สูงอายุด้วยจิตวิญญาณของนักวิจัย ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับสังคมผู้สูงอายุกลุ่มนี้ทันที “ผมมาที่นี่ทุกวัน ร้องเพลงไม่เป็นหรอก แต่ชอบฟังใครๆ ก็ขึ้นไปร้องได้ แต่ต้องไปจองคิวไว้ เสียค่าร้องเพลงละสามสิบบาท ไม่แพงหรอกเพราะเขาต้องไปจ่ายค่าเช่าสถานที่ค่านักดนตรี... ผมอายุ 78 แล้ว เป็นโรคหัวใจ ผ่าตัดมาแล้วสองครั้ง อยู่บ้านก็อยู่คนเดียว ลูกๆ เขาก็ไปอยู่บ้านเขา เมียก็ไปช่วยเลี้ยงหลาน ผมมานั่งฟังเพลงที่นี่ก็สบายใจดี ไม่ต้องห่วงอะไร หิวก็ไปซื้อข้าวซื้อน้ำกินที่นี่...”

“เพลงที่เขาร้องกันที่นี่ ผมก็ฟังได้ เป็นเพลงสมัยผมเป็นหนุ่มๆ จะให้ผมไปฟังเพลงเพื่อชีวิต เพลงสมัยใหม่ หรือเพลงวัยรุ่นสมัยนี้ ผมก็ฟังไม่รู้เรื่อง”

นักร้องสมัครเล่นอาวุโสท่านหนึ่งคุยให้ฟังหลังลงจากเวที “ถ้าคุณอยากจะร้องสักเพลง ก็ไปจองคิวได้เลย ไม่ต้องเป็นสมาชิกอะไรทั้งนั้น...พวกเราที่มากันที่นี่ก็ไม่ใช่จะมาตั้งเป็นกลุ่มเป็นชมรมอะไรกัน มีบางคนบอกว่าควรมีประธาน เขายังบอกว่าให้ผมเป็นประธาน แต่ผมไม่เอาหรอก ไม่มีใครอยากเป็น ไม่มีใครอยากเอาภาระมาใส่ตัว ที่มากันอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว วันไหน ใครอยากมาก็มา รวมกันหลวมๆ อย่างนี้ก็ดีแล้ว...”

เท่าที่นั่งฟังเพลงจากนักร้องสมัครเล่นอาวุโส 5-6 เพลง ก็ได้ปรบมือให้นักร้องซึ่งร้องกันได้ดีมากทุกคน ระหว่างนั้น มีผู้สูงอายุทยอยเดินออกไปบ้าง แล้วก็มีคนเข้ามาใหม่บ้าง มีหลายคนที่มากันเป็นกลุ่ม และหลายคนฉายเดี่ยวมาตามลำพัง ผมนั่งสังเกตการณ์อย่างเพลินใจ ในสถานที่ที่ติดเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย อาหารมีให้เลือกหลากหลาย ห้องน้ำสะอาด และถ้าจะเอาใจลูกหลานทางบ้าน ก็อาจหาซื้อของกินของใช้ของเล่นไปฝากเอาใจได้อีกต่างหาก

เรื่องร้องเพลงเพื่อหาความสุขยามสูงวัยนี้ เพื่อนๆ ของผมกลุ่มหนึ่งก็นิยมมาก เพื่อนกลุ่มนี้จะนัดกันไปกินไปร้องกันที่ร้านอาหารของโรงแรมอลิซาเบธ ถนนประดิพัทธเป็นประจำ พวกเขายืนยันว่าการร้องเพลงทำให้พวกเขามีความสุข ผมเชื่อความคิดนี้ของเพื่อนๆ อย่างสนิทใจ

เพื่อนๆ ชวนผมให้เข้าสังคมผู้สูงอายุที่นิยมร้องเพลงเหมือนกัน แต่เนื่องจากผมร้องเพลงไม่เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จะไปเริ่มต้นหัดร้องเพลงเมื่ออายุปูนนี้ ก็เกรงสังขารจะไม่อำนวย จึงแก้ตัวกับเพื่อนๆ ว่ายังติดงานอยู่หลายอย่าง ขอให้เพื่อนๆ รอไปอีกสิบยี่สิบปี เมื่อถึงเวลาอันควร ผมจะเข้าสังคมผู้สูงอายุที่นิยมร้องเพลง ถ้าไม่ไปร้องที่อลิซาเบธกับเพื่อนๆ ก็จะไปขึ้นเวทีกับผู้อาวุโสทั้งหลายตามศูนย์การค้า

สมัครสมาชิกจดหมายข่าว

จดหมายข่าวฯ ราย 2 เดือน ปีละ 6 ฉบับ

กรุณากรอก e-mail ของท่าน

(ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น)



Since 25 December 2012