นโยบายการส่งเสริมการเกิดในประเทศไทย : ใครกันแน่ที่ไม่พร้อม

อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ในปี 2553 ผมได้เขียนเกี่ยวกับนโยบายการส่งเสริมภาวะเจริญพันธุ์ของประเทศไทยไว้ใน “ประชากรและการพัฒนา”  เรื่อง “นโยบายการส่งเสริมการมีบุตรเพิ่ม : ข้อคิดจากประเทศที่ทำไปก่อนแล้ว” โดยพยายามหาคำตอบว่า ปัจจัยอะไรที่ทำให้นโยบาย pro-natal ของประเทศไทย ไม่ลงตัวสักทีหนึ่ง ทำไมนโยบายส่งเสริมการเกิดของประเทศจึงยังไม่เกิดขึ้นทั้งๆ ที่ทุกคนก็ทราบถึงปัญหาพีรามิดประชากรของเราที่ได้เปลี่ยนรูปไปแล้ว ทุกคนต่างตระหนักว่าประชากรวัยเด็กมีความสำคัญต่อการพัฒนาและความเป็นชาติไทยมากแค่ไหน ยิ่งกว่านั้นใครๆ ก็ซึมซับถึงคุณค่าและความสำคัญของความเป็นพ่อแม่ โดยเฉพาะความเป็นแม่นั้น เป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดที่ไม่เพียงแต่ต้องเทิดทูน หากแต่ต้องสนับสนุนด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างและทุกวิถีทาง  แต่ผลปรากฏว่านโยบายเงินช่วยเหลือบุตรที่จะให้กับมารดาและหรือบิดาที่ไม่มีประกันสังคม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะรณรงค์อย่างไร ก็ไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หรือรวดเร็วพอ ทั้งนี้เพราะในประเทศของเรากระแส anti-natal policy ที่ส่งเสริมการมีบุตรน้อยและนโยบายส่งเสริมการคุมกำเนิดมีความเข้มข้นมานานกว่า 40 ปีนั่นเองที่คอยขัดขวางอยู่

นโยบายการส่งเสริมการเกิดในประเทศไทย : ใครกันแน่ที่ไม่พร้อมกระแสต่อต้านความคิดเหล่านี้ในประเทศไทย นอกจากนโยบาย anti-natal policy เดิมแล้ว ยังผสมกับกระแสความเชื่อและความหวาดกลัวเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมอีกด้วย  ความเชื่อที่ว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคมในประเทศไทยจะคงอยู่อย่างนี้ตลอดไป การส่งเสริมการเกิดจะไปส่งเสริมให้กับคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ที่เรียกว่ากลุ่มชั้นล่างหรือกลุ่มที่มีปัญหาต่างๆ ทำให้คุณภาพประชากรโดยรวมด้อยลง พูดง่ายๆ คือการมองว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ปัญหาคนไม่เท่ากันได้ โดยคิดว่าความไม่เท่ากันนั้น จะต้องเป็นไปชั่วลูกชั่วหลาน ไม่มีที่สิ้นสุด หรือคิดว่าทำให้สิ้นสุดไม่ได้ แม้แต่ระบอบการเมืองที่มีก็ช่วยไม่ได้ คนกลุ่มนี้จึงไม่สมควรได้รับการส่งเสริมให้เพิ่มประชากร เพราะจะทำให้การมีชนชั้นของประชากรมีค่าเฉลี่ยเลวลง

แต่ในความเป็นจริงแล้วสมัยนี้สังคมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปรวดเร็วกว่าที่คิด สิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเท่าเทียมกันในที่สุด การพัฒนาคนและการพัฒนาตนเองจะทำได้ง่ายขึ้นจากความรู้มหาศาลที่มากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ในโลกออนไลน์ ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ยิ่งไปกว่านั้น สังคมสมัยใหม่จะให้โอกาสคนมากขึ้น ทำให้คนมีหนทางก้าวหน้าได้ด้วยกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เกิดในคนชนชั้นใดก็ตาม

ความกลัวที่ว่าเงินช่วยเหลือบุตร จะทำให้คนระดับล่างเกิดมากกว่าคนระดับบน จึงเป็นความคิดที่นอกจากจะเก่า และไม่จริงตามยุคสมัยแล้ว ยังเป็นความคิดเชิงอคติที่ค่อนข้างจะเป็นปัญหาอีกด้วย ในทางทฤษฎีสุดโต่ง ถือเป็นความคิดแบบชนชั้นนิยม (รากฐานของ Eugenics นำไปสู่ Fascism) ที่ไม่สร้างสรรค์และกำลังหมดสมัยไปแล้ว ในอดีตเราไม่มีอคติในการให้บริการการวางแผนครอบครัวแก่คนทุกชั้น ในปัจจุบันเราก็ไม่ควรมีอคติในการสนับสนุนการเกิดแก่คนทุกชั้นเช่นกัน

กระแสที่ต้านนโยบายและความคิดเห็นเรื่องเงินช่วยเหลือบุตรอีกกระแสหนึ่ง คือความเข้าใจผิดว่าเงินช่วยเหลือบุตรเป็นเรื่องของลัทธิประชานิยม ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วการช่วยเหลือบุตรเป็นการลงทุนในทรัพยากรบุคคลที่ชัดเจน และเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐ และรัฐจะได้เงินจากการใช้จ่ายเหล่านี้กลับมาในรูปภาษี เงินช่วยเหลือบุตรไม่เป็นลักษณะการสงเคราะห์อย่างกรณีเงินช่วยเหลืออื่นๆ การจัดให้มีเงินช่วยเหลือบุตรขึ้นในรัฐบาลที่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง จึงทำได้ยาก เวลานี้จึงเป็นโอกาสสำคัญของรัฐบาลปัจจุบันที่ไม่ต้องมีการเมืองเข้ามาเกี่ยว ทำให้รัฐบาลสามารถให้กำเนิดกับแนวทางนี้ได้ ตามที่เราได้รับรู้ข่าวดีเช่นว่านี้ ปัจจุบันรัฐบาลจะจัดให้มีการนำร่องทดลองการให้เงินช่วยเหลือบุตรขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งก่อน โดยจัดให้มีการประเมินผลกระทบให้รอบด้าน เพื่อดำเนินการเต็มรูปแบบได้ในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ตามที่เราได้ข่าวเมื่อต้นปีนี้ว่า จะมีการให้เงินช่วยเหลือบุตรตั้งแต่เกิดจนอายุครบ 6 ปี โดยจะดำเนินการทดลองนำร่องในบางพื้นที่ที่มีความเหมาะสมก่อน

กระแสตอบรับของประชาชนในเรื่องนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญ  ทัศนะและค่านิยมของสังคมของประชาชนผู้เสียภาษี ซึ่งก็คือ
ผู้จ่ายเงินช่วยเหลือบุตรนั่นเอง คือตัวแปรสำคัญของการมีนโยบายประชากรที่เรียกว่า pro-natal ทัศนะเชิงลบหรือ กระแสสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งสร้างความรังเกียจต่อการ “ท้องไม่พร้อม” เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อนโยบายเงินช่วยเหลือบุตร ปรากฏการณ์ท้องไม่พร้อมในสังคมไทย แม้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ในเชิงปริมาณ แต่ก็กลายเป็นจุดด่างทางกระแสสังคมของนโยบายการส่งเสริมภาวะเจริญพันธุ์ของประเทศ

นโยบายการส่งเสริมการเกิดในประเทศไทย : ใครกันแน่ที่ไม่พร้อมรัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีนโยบายคู่ขนาน คือการป้องกันและแก้ไขปัญหาท้องไม่พร้อม ไปพร้อมๆ กับนโยบายการส่งเสริมการเกิด โดยรัฐจะต้องสนับสนุนและร่วมมือกับครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ส่วนที่ป้องกันก็ทำได้ทั้ง เลื่อนเวลาการมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น และการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว รวมทั้งการดูแลช่วยเหลือเมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ถ้าไม่พร้อมรัฐก็สามารถทำให้พร้อมมากขึ้นได้ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ และ สปสช. สามารถสนับสนุนเรื่องนี้ได้ คือการให้เงินช่วยเหลือบุตร ไม่ว่ามารดาจะมีสถานภาพสมรสใดก็ตาม เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และเป็นการเคารพในสิทธิเด็ก ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วเด็กรุ่นนี้เกิดมาจะต้องมาใช้หนี้แทนเรา ที่เราได้ใช้เงินในอนาคต สร้างหนี้ของประเทศเอาไว้แล้ว เด็กรุ่นนี้จะโตขึ้นมาแบกภาระการดูแลเรา  ซึ่งจะเป็นผู้สูงอายุในอนาคต โดยสรุป รัฐต้องทำงานไปกับกระแสสังคมดังกล่าวข้างต้นนี้ และดำเนินการแก้ไขปัญหาความเป็นความตายทางประชากรของประเทศคู่กันไป

สุดท้ายนี้เป็นคำถามสำหรับเราทุกคน เด็กที่เกิดมาที่พ่อแม่ไม่ต้องการหรือไม่พร้อม แต่สังคมต้องต้องการและต้องพร้อมไม่ใช่หรือ และที่วัยรุ่นถูกตราว่าท้องไม่พร้อมนั้น จริงๆ แล้ว วัยรุ่นกลุ่มนี้เป็นพวก unreached มากกว่า เพราะรัฐเองเข้าไม่ถึง คำถามจึงมีว่าวัยรุ่นเท่านั้นหรือที่ไม่พร้อม หรือใครกันแน่ที่ไม่พร้อมด้วยหรือเปล่า

สมัครสมาชิกจดหมายข่าว

จดหมายข่าวฯ ราย 2 เดือน ปีละ 6 ฉบับ

กรุณากรอก e-mail ของท่าน

(ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น)



Since 25 December 2012